แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุญสนอง บุณโยทยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุญสนอง บุณโยทยาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ประวัติ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน


ครอบครัว

เป็นลูกชายคนโตของ นายสนอง บุณโยทยาน และ นางบัวคลี่ (รัตนสัค) บุณโยทยาน เกิดที่บ้านประตูหวาย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2479

เป็นหลาน ปู่ ร.ต.อ.ขุนเรนทร์เสนีย์ (สวน บุณโยทยาน), ย่า นางอั้น บุณโยทยาน, ตา ขุนรัตน์ราชชน (สมบุญ รัตนสัค), ยาย นางแสงหล้า รัตนสัค, น้า นายแพทย์สมศาสตร์ รัตนสัค (อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตอำเภอพานหลายสมัย), น้า อาจารย์สมสรวง (รัตนสัค) คุณวินัย จิวังกูร (ที่รักใคร่สนิทสนมมากตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเป็นเลขาธิการพรรค)

มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อนายกองสิน (ปัจจุบันชื่อ ทรัพย์สิน) บุณโยทยาน

ภรรยาชื่อ นางทัศนีย์ บุณโยทยาน และมีลูกสาวสองคนชื่อ ดุษฎี บุณโยทยาน และ วีรุทัย (บุณโยทยาน) หาญประวีณ

การศึกษา

- ขั้นต้นที่โรงเรียน สามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

- ขั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนปรินส์รอแยล จังหวัดเชียงใหม่

- อุดมศึกษาที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

- ได้รับปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ. 2502

- เรียนปริญญาโทที่ University of Kansas เมื่อ พ.ศ. 2506 ด้วยทุน Fulbright-Hayes Scholarship ได้รับ Master’s degree in Sociology เมื่อ พ.ศ. 2507

- เรียนปริญญาเอกที่ Cornell University เมื่อ พ.ศ. 2510 ด้วยทุน Rocky Feller Scholarship ได้รับ Ph.D in Sociologoly เมื่อ พ.ศ. 2514

การทำงาน

- หลังจากจบปริญญาตรี ด้วยการมีความสามารถในภาษาอังกฤษ และมีความเข้าใจในระบบราชการไทยเป็นอย่างดี จึงได้รับการว่าจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ United State Information Service (USIS, Bangkok)

- หลังจบปริญญาโท เป็นอาจารย์ประจำวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2508-พ.ศ. 2510

- ระหว่างทำปริญญาเอก เป็นสมาชิก American Sociology Association เป็นสมาชิก Association for Asian Studies ที่เข้าร่วมประชุมแทบทุกปีและเสนอผลงานในปี ค.ศ. 1968 และ ค.ศ. 1971

- หลังจบปริญญาเอก เป็น Visiting Professor ที่ Harvard University หนึ่งปี และที่ University of Hawaii อีกหนึ่งปี

- กลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2515

- เป็นอาจารย์ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ หัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- เป็นอาจารย์ให้กับนิสิตปริญญาโท ภาควิชาสื่อสารมวลชนและประชาสัมพันธ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- เป็นอาจารย์พิเศษให้กับวิชาสังคมวิทยา มหาวิยาลัยมหิดล

- เป็นกรรมการสมาคมสังคมวิทยาแห่งโลก

- เป็นหนึ่งในหนึ่งร้อยผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 6 ตุลาคม 2516 ในขณะที่อยู่ระหว่างการประกาศกฎอัยการศึก

- เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นกรรมการกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช)

- เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ พ.ศ. 2516 หรือสภาสนามม้า จากทั้งหมด 2,347 คน เพื่อทำหน้าที่เลือกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 299 คนเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515

- เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย



พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

สำหรับ "พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย" นั้นเป็นการรวมตัวกันกับกลุ่มคนที่ต้องการผลักดันให้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้รับความเป็นธรรม สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ได้แก่กลุ่มนักการเมืองแนวสังคมนิยม คือ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม และนายไขแสง สุกใส นักวิชาการก้าวหน้าอย่าง ดร.แสง สงวนเรืองและผู้นำนักศึกษา ได้แก่ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย จรัล ดิษฐาอภิชัย ประสาร มฤคพิทักษ์ ปรีดี บุญซื่อ ธัญญา ชุนชฎาธาร วิรัติ ศักดิ์จิระพาพงษ์ สมคิด สิงสง วิสา คัญทัพ และผู้นำระดับท้องถิ่น เช่น วิชัย หินแก้ว เฉลิมและเลียมละออ กลางสาธร สุรสีห์ ผาธรรม อุดม ตะนังสูงเนิน ศรีศักดิ์ นพรัตน์ กมล กมลตุงวัฒนา และที่มีบทบาทสำคัญคือ ธีรยุทธ บุญมี ลุงฟัก ณ สงขลา ลุงแช่ม พนมยงค์(มุตตาฟา) และบางส่วนจาก “กลุ่มคน 100 คน ที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” และ “13 กบฏ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นจุดสำคัญของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รวมถึงที่ลงสมัคร สส. ในนามของพรรค ได้แก่ ประยงค์ มูลสาร อุดร ทองน้อย ประเสริฐ เลิศยะโส ศิริ ผาสุก สุทัศน์ เงินหมื่น อินสอน บัวเขียว อาคม สุวรรณนพ ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ พิรุณ ฉัตรวานิชกุล พีรพล ตรียะเกษม และสมาชิกกลุ่ม 6 และกลุ่มแท็กซี่ก้าวหน้า โดยในที่สุด มีที่ทำการพรรคแห่งแรก ณ. บ้านเลขที่ 20 ซ.ร่วมมิตร ถนนพระราม 6 กทม.

- 26 มกราคม พ.ศ.2518 สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขตบางรัก ที่กรุงเทพ กับ ดร.นพพร สุวรรณพาณิช แต่ไม่ได้รับเลือก

- 29 มิถุนายน พ.ศ.2518 สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่ เชียงใหม่ แทนนาย ทองดี อิสราชีวิน ที่ถึงแก่กรรม แต่ไม่ได้รับเลือก



ลำดับเหตุการณ์เสียชีวิต

- 28 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2519



01.30 น. ดร.บุญสนอง บุณโยทยานขับรถซีตรองสีขาว กท.อ.7888 มาคนเดียวถึงปากซอยหมู่บ้านมงคลนิเวศน์ เพื่อจะกลับบ้านพักที่ บ้านเลขที่ 28 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เขตพญาไท กรุงเทพถูกยิงด้วยอาวุธปืน เป็นเหตุให้รถแฉลบลงคูข้างทาง และตัวดร.บุญสนองเสียชีวิตทันที

- 29 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2519



12.00 น. ดร.ทัศนีย์ บุณโยทยาน พร้อมด้วยลูกสาว 2 คนกับมารดาและน้องชายได้ไปขอรับศพจากโรงพยาบาลเพื่อไปตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดตรีทศเทพ

12.25 น. คณะกรรมการกลางและสมาชิกพรรคสังคมนิยมประมาณ 40 คน ได้นำรถบรรทุกศพของวัดตรีทศเทพมาถึงรพ.ตำรวจ แล้วเคลื่อนศพดร.บุญสนองขึ้นรถ จากนั้นเคลื่อนขบวนออกขากโรงพยาบาลโดยมีรถยนต์ของญาติและพรรคสังคมนิยมประมาณ 30 คันติดตามเป็นขบวน ตั้งศพที่ศาลา 4 ญาติสนิทและผู้เคารพนับถือทยอยกันเข้ามารอคอยเวลาทำพิธีรดน้ำศพ โดยมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศรอทำข่าวเป็นจำนวนมาก

16.30 น. ทำพิธีรดน้ำศพ มีผู้เข้าร่วมพิธีคือสมาชิกในครอบครัวได้แก่ นางบัวคลี่ ดร.ทัศนีย์ ลูกสาว2 คน น้องชาย และญาติคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.อ. สมคิด ศรีสังคม ประธานพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย นักการเมืองจากพรรคต่างๆ เช่นนายดำรง ลัทธพิพัฒน์ นายวีระมุสิกพงศ์ นายกระแส ชนะวงศ์ และสมาชิกทั่วประเทศของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และนักศึกษา ประชาชน ประมาณ 3,000 คน และชาวต่างประเทศอีกนับร้อย

- 1 มีนาคม พ.ศ.2519 พิธีไว้อาลัย ดร.บุญสนอง ที่หอประชุมธรรมศาสตร์



16.30 น. ประกอบด้วย ดร.ทัศนีย์ บุณโยทยาน พ. อ. สมคิด ศรีสังคม หัวหน้าพรรคสังคมนิยม ดร.สืบแสง พรหมบุญ โฆษกพรรคพลังใหม่ และอ.สุดาทิพย์ อินทร นายธงชัย วินิจจะกุล กล่าวสดุดี ดร.บุญสนอง ว่าเป็นผู้ที่ต่อสู้และยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมกับชักชวนประชาชน นิสิตนักศึกษาจำนวนกว่า 2000 คนที่เขาร่วมจนแน่นหอประชุมให้ร่วมเดินทางไปยังวัดตรีทศเทพ เพื่อเคารพและไว้อาลัยแด่ดร.บุญสนองอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเริ่มออกเดินทางเมื่อ

18.00 น. โดยหยุดไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นเวลา 1 นาที แล้วเดินทางต่อ เมื่อถึงวัดตรีทศเทพมีประชาชนร่วมขบวนไปเคารพศพด้วยรวมแล้วกว่า 5000 คน โดยเป็นไปอย่างสงบและมีระเบียบ

- 3 มีนาคม พ.ศ.2519 ปราศรัย ตามรอยเลือดบุญสนอง ที่ท้องสนามหลวง

16.00 น. มีปราศรัยครั้งใหญ่และร่วมอาลัย ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน โดยการนำของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมประมาณ 10,000 คน นำปราศรัยโดย พอ.สมคิด ศรีสังคม และ ดร.ทัศนีย์ บุณโยทยาน จากนั้น นายอเนก จันทรปัญญา ผู้แทนศูนย์นักเรียนครูแห่งประเทศไทย นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคสังคมนิยม นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และนายวิรัติ ศักดิ์จิระภาพงษ์ รองเลขาธิการพรรค นายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ประธานสหภาพแรงงานไฟฟ้า นายพินิจ จารุสมบัติ แนวร่วมต่อต้าเผด็จการแห่งชาติ และนายธีรยุทธ บุญมีได้ขึ้นมากล่าวถึงการตายของดร.บุญสนอง

19.30 ได้เดินขบวนไปเคารพศพ ที่วัดตรีทศเทพ

- 6 มีนาคม พ.ศ.2519



14.00 น.ณาปนกิจศพที่วัดตรีทศเทพ มีผู้ไปร่วมพิธีประมาณ 3,000 คน ดร.ทัศนีย์ กล่าวไว้อาลัยต่อ ดร.บุญสนองจากนั้นได้เซ็นชื่อลงบนภาพขนาดใหญ่ของดร.บุญสนอง ตามด้วยผู้ที่ไปร่วมพิธี คือ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ นพ.กระแส ชนะวงศ์ และนิสิตนักศึกษาประชาชน ซึ่งภาพเขียนนี้ ทางพรรคสังคมนิยม ได้นำไปตั้งไว้ยังที่ทำการพรรคในเวลาต่อมา

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทสัมภาษณ์: ต้องเริ่มสู้ด้วยพรรคการเมือง


ประชาชาติรายสัปดาห์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 45, 26 กันยายน 2517



ประชาชาติ : เมืองไทยควรจะดำเนินรูปแบบทางการเมือง และเศรษฐกิจในระบอบใด

บุญสนอง : การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการปฏิวัติสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ในสังคมให้สูญสิ้นไปคงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คำว่าปฏิวัตินั้นมิได้หมายถึงการยื้อแย่งอำนาจกันในหมู่คนภายในวงแคบ แต่หมายถึงการที่มหาชนมีส่วนร่วมในขบวนการและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้วย แต่เมื่อเราพูดถึงระบบสังคมนิยมนั้นหลายคน ไม่เข้าใจสังคมนิยมที่แท้จริงซึ่งหมายถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแน่นอนทั้งในการเมืองและในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งในด้านเสรีภาพของมนุษยชนด้วย ในด้านที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน คนไทยเราถูกหลอกให้เข้าใจว่าคอมมิวนิสต์นั้นมีความหมายตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย แต่จริง ๆ ตามทฤษฏีทางสังคมวิทยา ระบบสังคมนิยมที่มีการพัฒนาขั้นสูงแล้ว โดยนัยนี้ย่อมหมายถึง ระบบที่มนุษย์มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในด้านต่าง ๆ ไม่มีการรัดเอาเปรียบ และบีบคั้นซึ่งกันและกันในด้านใด ๆ  เพราะระบบสังคมกำหนดโครงสร้างป้องกันมิให้ความเลวร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้น และบุคคลในระบบสังคมนั้นเองก็มีระดับความสำนึกต่อส่วนรวมและต่อสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนแต่ละคนสูงมนุษย์ในระบบนี้จึงเป็นผู้ร่วมกันสร้างและพิทักษ์ความเป็นประชาธิปไตย ในทางการปฏิบัติมิใช่แต่ในทางเพ้อฝันเท่านั้น

ในขณะนี้ ประชาชนในประเทศต่าง ๆ พยายามสร้างสังคมของตนเพื่อให้เกิดสภาวะดังกล่าวนี้ ปัญหาในการพัฒนาสังคมนิยม และประชาธิปไตยนั้นมีมากไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าปัจจุบันมีระบบสังคมนิยมที่พัฒนาถึงขั้นเป็นระบบคอมมิวนิสต์ ณ ที่ใด แต่ในขณะที่ประชาชนโดยทั่วไปรวมทั้งประเทศไทยด้วยต่างเรียกร้องและต่อสู้ร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกลัวเสียผลประโยชน์ส่วนตนที่มีอยู่ในสถานภาพเดิม ต่างพากันบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ โดยการสร้างภาพหลอกลวง และให้ความหมายที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงของสังคมนิยมและประชาธิปไตยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำว่าคอมมิวนิสต์เป็นเครื่องมือโดยสรุปเชื่อว่าในอนาคตนั้น สังคมไทยของเราจะต้องก้าวไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่มีความหมายสอดคล้องกับคำว่า สังคมนิยมอย่างแน่นอน และถ้าการที่เราพูดถึงสังคมนิยมโดยการแยกเป็นแบบนั้นแบบนี้นั้น ผมเห็นว่าเป็นการเล่นคำมากกว่า

ประชาชาติ : เรามีวิธีใดในการที่จะนำไปสู่สิ่งที่กล่าวมานั้น

บุญสนอง : การที่จะเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ฝ่ายต่อต้านมุ่งมั่นทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะขัดขวางนั้น ประชาชนที่มีความปรารถนา จะได้อยู่ในสังคมที่ดีกว่า ยุติธรรมกว่า มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง จะต้องให้ความสนใจฝักใฝ่ต่อขบวนการทางการเมืองและมีส่วนในขบวนการนั้น สิ่งที่ทุก ๆ คนควรทำในขณะนี้ก็คือการร่วมมือสนับสนุนการต่อสู้ในรูปพรรคการเมืองตั้งแต่ต้นมาเมืองไทย เรายังไม่เคยมีพรรคการเมืองแม้แต่พรรคเดียวที่เป็นพรรคของประชาชน และมีจุดมุ่งหมายหรือจุดยืนเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ในทางรัฐสภา แต่ละพรรคที่เคยมีมาและที่จะมีขึ้นอีก เป็นพรรคการเมืองของคนส่วนน้อยที่เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์กว่าหรือชนชั้นปกครอง และนายทุน

ในระยะหลังนี้ มีประชาชนหลายฝ่ายพยายามที่จะรวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองของประชาชน วางแนวทางเพื่อประชาชน ฉะนั้นแนวทางสังคมนิยมที่ว่านี้คงจะเกิดขึ้นแต่พรรคของประชาชนนี้จะได้รับความสำเร็จในการนำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับประชาชน ชนชั้นที่เสียเปรียบในฐานะคนไทยคนหนึ่งมีความหวังว่าการต่อสู้ของประชาชนโดยทางพรรคการเมืองจะเป็นวิถีทางที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในรูปของการปฏิวัติด้วยเหตุผล ปัญญา ด้วยพลังและโดยสันติวิธี

ประชาชาติ : รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปคิดว่าเอื้ออำนวยต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยได้เพียงไหน

บุญสนอง : รัฐธรรมนูญที่คงจะออกมาในไม่ช้านี้ จะเป็นเครื่องมือขัดขวางการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าสงสัยนอกจากจะมีวุฒิสภาโดยการแต่งตั้งเข้ามาคานอำนาจของผู้แทนราษฎรแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติมากมายหลายมาตราที่มีไว้เพื่อป้องกันการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น มีการบัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ตามเงื่อนไขต่าง ๆ และต้องอยู่ภายในกรอบของสิ่งที่เรียกว่าความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี รวมทั้งหน้าที่ต่อสิ่งที่เรียกว่าชาติซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงขึ้นอยู่กับการตีความของผู้มีอำนาจหรืออภิสิทธิ์ชนนั้นเอง