แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลงานของ ดร.บุญสนอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลงานของ ดร.บุญสนอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สรุปคำให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เรื่องนโยบายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย




สรุปคำให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เรื่องนโยบายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยต่อกลุ่มวิเคราะห์การเมือง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2519 13.30-16.00 น.

สรุปจากเทป บันทึกเสียง โดย ธวัช วิชัยดิษฐ์
มีบทสัมภาษณ์เต็มใน ประชาชาติรายวัน 7-8 มีนาคม 2519 หน้า 2-3


นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ

พรรคสังคมนิยมไม่มีนโยบายที่จะยึดกิจการธนาคารของเอกชนเข้าเป็นของรัฐโดยไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมโดยอาศัยมติมหาชน แม้ว่าธนาคารเป็นกิจการที่มีกำไรมาก ไม่ว่าระบบไหน แต่ในประเทศสังคมนิยม รัฐบาลอาจดำเนินการธนาคารเสียเอง โดยธนาคารเป็นสถาบันทางการเงินซึ่งทำผลประโยชน์ให้แก่รัฐ จึงไม่ได้เน้นในด้านการแสวงหากำไรเป็นสำคัญ แต่เน้นในด้านการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน ในทางเศรษฐกิจ เหตุผลที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเสนอนโยบายที่จะให้โอนกิจการของธนาคารเอกชนเป็นของรัฐ ก็เนื่องมาจากเป็นกิจการที่เป็นแหล่งรวมเงินของประเทศอย่างมหาศาล เราทราบกันดีว่ารายได้ของประเทศส่วนใหญ่ได้มาจากการผลิตทางด้านการเกษตรและการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมและกึ่งเกษตรกรรม เงินทั้งหลายจึงไปตกอยู่กับธนาคารเสียเป็นส่วนใหญ่ และธนาคารก็ใช้เงินไปแสวงหากำไรภาคเอกชน ทำให้ไม่มีการผันเงินอย่างแท้จริงไปสู่ผู้ผลิต สู่ประชาชนส่วนใหญ่ อันนี้ก็คงจะมีความไม่เหมือนกับนโยบายผันเงินของพรรคกิจสังคม โดยที่การผันเงินของพรรคกิจสังคมเป็นการผันแบบปลายเหตุ ผันส่วนน้อย ผันแบบผักชีโรยหน้า มิได้ทำแบบจริงจัง ดังนั้นในหลักการแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายการผันเงินของพรรคกิจสังคม และในวิธีการก็ไม่เห็นด้วย นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร ในทางการคลัง การเงินทั้งหลายก็คงจะพอมองเห็นว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของการผันเงินไปตกอยู่ที่คนอื่น มิใช่ชาวนาที่แท้จริง

ในเรื่องการควบคุมปัจจัยการผลิต จะเห็นได้ว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เจ้าของไม่ได้ทำประโยชน์ด้วยตัวเองไปเป็นของรัฐ เพื่อจะจัดให้กลุ่มเกษตรกร หรือชุมชนทางกสิกรรมทั้งหลายร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ หมายความว่า เราดำเนินงานเพื่อจะโอนการควบคุมปัจจัยการผลิต ในกรณีนี้เมื่อพิจารณารวมถึงการโอนธนาคารเข้ามาเป็นของรัฐ การโอนกิจการค้ากับต่างประเทศเป็นของรัฐ เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านการควบคุมปัจจัยการผลิตทั้งสิ้น อันนี้เราไม่ได้พูดถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในทุกประเภท วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะต้องทำการศึกษากันอย่างจริงจังและลึกซึ้ง แต่ที่แน่นอนจะต้องสร้างหลักประกันไว้ไม่ให้ผู้ผลิต คือ ชาวไร่ชาวนาตกอยู่ในสภาพเสียที่ดินที่ตัวทำจริงๆ ไปให้กับคนอื่น อาจจะมีกฎหมายห้ามโอน ห้ามจำหน่ายที่ดินหรือมิฉะนั้นก็อาจมีกฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งก็น่าจะทำพร้อมๆ กับกฎหมายที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้ทำกินด้วยตนเอง ไม่ได้ทำประโยชน์ที่ดินตนเอง เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเป็นอย่างนี้ การโอนนำไปสู่นายทุนก็เป็นไม่ได้ ขัดกับกฎหมาย

นโยบายด้านการปกครองและการเงิน

พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่จะต่อสู้ทางการเมืองร่วมกับชนชั้นผู้ใช้แรงงาน คือกรรมกร ชาวนา ให้มีองค์กรของพลังประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับหมู่บ้าน ระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัดก็ตาม เพื่อช่วยให้มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ คือ ให้ประชาชนสามารถที่จะควบคุมอำนาจในการบริหารในแต่ละท้องถิ่นอย่างจริงจัง คือ การเลือกตั้งตัดอำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจรัฐของส่วนกลางหรือชนชั้นปกครอง ซึ่งมีตัวแกนผลประโยชน์ทางชนชั้นอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ในทุกหัวระแหงในปัจจุบันนี้ บุคคลเหล่านั้นต่างได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทบวงกรมเข้าไปทำหน้าที่ปกครองหรือบริหารประชาชน เราจึงต้องมีการดำเนินนโยบายที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง โดยลดอำนาจการบริหารส่วนกลาง แล้วเพิ่มอำนาจบริหารของชุมชนและให้มีการประสานงานกันในระดับประเทศ ในระดับท้องถิ่น การบริหารประเทศอาจมีสมัชชาประชาชน ซึ่งเป็นองค์การของประชาชนในระดับประเทศ องค์การนี้จะไม่มีอำนาจเด็ดขาดมากมายเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร หรือสภานิติบัญญัติ และมีการประสานกันระหว่างสมัชชาประชาชนระดับประเทศ และประชาชนในระดับท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ทั้งหมดนี้หมายถึงองค์การในการควบคุม และในการกำหนดนโยบาย ส่วนองค์การในทางการบริหาร ก็จะต้องเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งในแต่ละระดับ แต่ยังต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานคล้ายกับผู้ทำหน้าที่ข้าราชการในปัจจุบัน แต่ว่าอำนาจหน้าที่และการเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง รวมทั้งการได้รับรางวัลตอบแทนจากการทำงานนั้น และการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย คือให้มีการควบคุมโดยองค์การฝ่ายประชาชนในระดับต่างๆ ไม่ใช่เป็นองค์การเอกเทศเช่นในปัจจุบันนี้ ในการแก้ไขปัญหานั้นไม่ได้ถือว่าข้าราชการทุกคนใช้ไม่ได้ ไม่ได้ถือว่าข้าราชการเป็นคนเลวตามธรรมชาติ แต่เมื่อมาอยู่ในองค์การบริหารที่มีโครงสร้าง มีระเบียบ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เขาขึ้นอยู่กับการควบคุมของประชาชน ไม่ใช่ขั้นอยู่กับนโยบายซึ่งเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ทางชนชั้นอย่างในปัจจุบัน

พรรคสังคมนิยมฯถือว่า ข้าราชการทั้งหลายเป็นประชาชนคนไทยเช่นเดียวกับชนชั้นอื่น และมีความเชื่อมั่นว่า ข้าราชการจำนวนมากมีความรักชาติประชาธิปไตย พร้อมที่จะเสียสละและก็เป็นผู้ที่มีสมรรถภาพสูง แต่ทว่าระบบที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ระบบการบริหาร กฎเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งประเพณีในการทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เขาทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนองค์การ ก็มั่นใจได้ว่า จะมีการทำงานที่สามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

โอกาสของพรรคสังคมนิยมฯ ในการดำเนินงานที่กล่าวถึง ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส และโอกาสต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นประจำวัน เปลี่ยนอยู่ทุกทั่วโมง ทุกวัน เราก็มีความมั่นใจว่า โดยการต่อสู้ตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบันในวิถีทางของรัฐสภาเป็นไปได้ แม้แต่โดยการสมัครรับเลือกตั้งคือ เมื่อประชาชนมีความเข้าใจในปัญหาที่แท้จริงของเขา ในทางเศรษฐกิจ ทางการปกครอง ในด้านสวัสดิภาพสังคม การศึกษา การสาธารณสุข และมีความเข้าใจในนโยบายของทางพรรคสังคมนิยมฯ อย่างถ่องแท้และถูกต้อง ผมก็มั่นใจว่า ประชาชนจนต้องสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ เพราะเป็นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเรามองโลกในแง่ดีอย่างแน่นอน คือว่าเราอาจจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ แต่ว่า แน่นอนการดำเนินนโยบายสังคมนิยมดังที่กำหนดไว้ ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างของเศรษฐกิจ ของการปกครอง บริหารประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งย่อมจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเลยก็อาจเป็นไปได้ อันนี้ถือว่าเป็นอุดมการณ์ตามความหวังอันนี้อย่างซื่อสัตย์สุจริตเปิดเผย ตรงไปตรงมาและอย่างสันติวิธี ส่วนการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น และรัฐสภาสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ในอนาคตเป็นผู้กำหนด และผู้กำหนดที่แท้จริงก็คือ ประชาชน

การต่อสู้อย่างสันติวิธีนั้น ตลอดเวลาเราทำทุกอย่างตามกรอบของกฎหมาย กิจกรรมนอกรัฐสภาของพรรคสังคมนิยมเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น แม้มีการจัดชุมนุมประชาชนในขณะที่ไม่มีการเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นการกระทำตามสิทธิของประชาชนในระบอบรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน คือ มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เราไม่มีนโยบายที่จะริเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างสถานะหรือระบบ หรือแนวนโยบายหรือกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่โดยแนวสันติ แต่ถึงกระนั้น พรรคสังคมนิยมต้องเผชิญต่อการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายต่อต้านพรรคสังคมนิยมฯ ฝ่ายที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การใช้ความรุนแรงกับพรรคสังคมนิยมฯมีอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งมีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาซึ่งไปกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของผู้ที่ควบคุมกลไกของรัฐที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญปัญหาความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวว่าเราหลีกเลี่ยงการใช้กำลังความรุนแรงเป็นเครื่องมือผลักดันการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่ต่อต้านเราจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับเราด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีของบุคคลบางคนในแนวทางสังคมนิยม เป็นต้นว่า เลิกทำกิจการต่างๆ เสีย หันไปเป็นผู้ที่อยู่นอกแนวทางการเมือง บางคนอาจจะตกอยู่ในภาวะอันตรายถึงขนาดว่าจำเป็นต้องหลบต้องซ่อน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใช้ความรุนแรงนี้ ก่อให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัว ความรุนแรงก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวดังกล่าวนี้ อย่างเช่นในพรรคสังคมนิยมฯ เพราะเคยมีผู้ข่มขู่ว่า จะเอาระเบิดมาวาง จะเผาพรรค จะมายิงเจ้าหน้าที่ในพรรค วิธีป้องการตัวของเราที่เคยทำมาแล้วก็คือ ปิดประตูพรรคและหนีออกจากพรรคกันหมด นี่คือการเตรียมรับมือกับความรุนแรงอย่างหนึ่ง ในบางครั้งก็อาจจะมีการป้องกันโดยวิธีอื่น เป็นต้นว่า ถ้าเขามาเราก็ต้องหาทางไม่ให้เขาโยนระเบิด ไม่ให้เขายิง เหล่านี้เท่าที่ผมสามารถจะเรียนให้ทราบได้ มันเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรสหประชาชาติเหมือนกัน ที่จะรักษาชีวิต ที่จะป้องกันตัวเอง

แม้ว่าเราจะมีความเชื่อมั่นในศรัทธาต่อประชาชน แต่โอกาสที่มีอยู่นี้นั้นมันมีน้อยจริง ๆ และน้อยมาตั้งแต่ต้น ที่มีน้อยใช่เป็นเพราะว่าประชาชนมีนโยบายต่อต้านสังคมนิยมโดยธรรมชาติ แต่ประชาชนถูกปิดประตูไม่ให้รู้จัก สังคมนิยม โดยวิธีต่าง ๆ โดยการบิดเบือนใช้เล่ห์เหลี่ยม เพทาย มีการหลอกลวงมอมเมาประชาชนต่าง ๆ นาๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้คนของรัฐบาล ใช้เจ้าหน้าที่ในระบบราชการ ตลอดจนประชาชนที่อยู่ใกล้ชิดฝ่ายต่อต้านสังคมนิยมทั้งหลายเป็นจักรกลในการต่อต้าน อุปสรรคจึงมีอยู่มากมาย แม้การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก็ไม่สามารถเข้าไปหาประชาชนได้ เข้าไปในหมู่บ้านตำบลไหนก็ถูกอันธพาลคอยไล่ฆ่าไล่ฟัน เจ้าหน้าที่ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนก็ไม่สามารถให้ความคุ้มครอง ให้ความเป็นกลางทางการเมืองได้ ในขณะนี้ก็มีผู้ที่ให้ความสนับสนุนพรรคสังคมนิยมฯ ในการเลือกตั้งถูกฆ่าตายไปแล้วหลายคน

บทสัมภาษณ์: เราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรง


โดยปีเตอร์ เลนบี้ ผู้สื่อข่าวชาวสวีเดน
ที่มา จัตุรัส ปีที่ 2 ฉบับที่ 36, 16 มีนาคม 2519

           
เราได้พบเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เมื่อ 11.00 . ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ในโรงแรมรีโน กรุงเทพฯ เราสนทนากันถึงสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยและสงครามอินโดจีน เราคุยกันถึงการคุกคามที่ฝ่ายซ้ายกำลังเผชิญอยู่ และการคุกคามอื่น ๆ ที่มีผลให้ผู้นำฝ่ายซ้ายเสียชีวิตไปแล้วถึง 27 คน ตั้งแต่การเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ดร.บุญสนองแสดงความเห็นประณามการใช้ความรุนแรงทางการเมืองอย่างแข็งขัน “เราต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรง” เขาประกาศ

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เขาก็ได้กลายเป็นเหยื่อรายที่ 28 ของการล่าสังหารที่กระทำกันอย่างเป็นขบวนการเพื่อทำลายผู้นำของฝ่ายกรรมกร ชาวนา และนักศึกษาในเมืองไทย

เลนบี้ : สถานการ์ณการเมืองในเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอินโดจีน

บุญสนอง : การปลดแอกของเวียดนาม ลาวและเขมร ได้กระตุ้นเร้าให้ประชาชนไทยที่มีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยในประเทศของเรา เพื่อปลดปล่อยตัวเราจากการขูดรีดทั้งภายในประเทศ และจากอิทธิพลของต่างประเทศ ขณะเดียวกันชัยชนะของประชาชนอินโดจีน ก็ได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับจักรพรรดินิยมอเมริกัน และพวกคนไทยที่เป็นสมุนของอเมริกัน และตอนนี้พวกเขาก็กำลังเกรงกันว่า ฝ่ายซ้ายไทยจะมีกำลังเข้มแข็งขึ้น พวกเขาจึงพยายามสร้างสถานการณ์ที่ตึงเครียดทางการเมืองขึ้นเพื่อหาโอกาสทำรัฐประหารข่มขู่คุกคาม ปาระเบิด และทำการฆาตกรรม วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการทำลายประชาธิปไตยที่ประชาชนไทยเพิ่งจะได้มาจาก 14 ตุลา 2516

เลนบี้ : การข่มขู่คุกคามที่คุณกล่าวถึง อยู่ในรูปใดบ้าง และใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคุกคามทางการเมืองเหล่านี้

บุญสนอง : ตั้งแต่ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วมา ผู้นำฝ่ายซ้าย 27 คนถูกลอบสังหารไป รวมทั้งคนของพรรคเราคนหนึ่งด้วย เรามีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้เชื่อได้ว่าอเมริกัน ซี.ไอ.เอ. และขบวนการขวาจัดของไทยที่เรียกว่า “กระทิงแดง” เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคุกคามเหล่านี้ แต่ก็แน่แหละ มันยากที่จะพิสูจน์ออกมาให้ชัด ๆ เพราะศัตรูที่เราเผชิญอยู่นั้นมีอิทธิพลมหาศาล ซ้ำยังได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดีกับฝ่ายตำรวจไทยที่จะไม่ยื่นมือเข้าไปรบกวนด้วยการติดตามหาตัวฆาตกรเสียอีก

เลนบี้ : คุณเองเคยถูกขู่เอาชีวิตบ้างหรือไม่

บุญสนอง : ผมถูกขู่มากมาย โดยกลุ่มที่ไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองรถผมยังถูกลอบทำให้เสียหาย

เลนบี้ : คุณจะปกป้องรักษาตังของคุณเองและเพื่อน ๆ ในพรรคของคนอย่างไร

บุญสนอง : สิ่งที่แน่ ๆ ก็คือ เราจะต้องไม่เอาแต่หวาดกลัวต่อการข่มขู่คุกคามเหล่านี้จนทำอะไรไม่ได้เลย เพราะนั่นยิ่งทำให้เราไม่อาจจะปกปักษ์ป้องกันตนเองจากจักรวรรดินิยมมหาอำนาจและสมุนของพวกเขา เราไม่อาจจะเดินไปไหนมาไหนโดยสวมเสื้อเกราะอยู่ตลอดเวลา จะมีก็แต่ประชาชนไทยเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องไว้ได้ การคุกคามที่เราได้รับและการตอบโต้อย่างสงบของเราจะเป็นบทเรียนทางการเมืองที่จะทำให้ประชาชนไทยมองเห็นอะไรเป็นอะไรได้เร็วยิ่งขึ้น

เลนบี้ : คุณเคยคิดที่จะใช้ชีวิตการรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและสิทธิประชาธิปไตยของคุณบ้างหรือไม่

บุญสนอง : เราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้เป็นประชาธิปไตยโดยไม่ใช้ความรุนแรง เราเป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ที่ต้องการให้กรรมกร ชาวนา และนักศึกษา มีสิทธิอำนาจในประเทศของเขาเอง โดยวิธีที่เป็นประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง นี่เป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา

เลนบี้ : คุณคิดว่าฝ่ายสังคมนิยมจะสามารถได้อำนาจในสภาหรือไม่

บุญสนอง : ไม่ครับ ผมไม่เคยมีภาพฝันหวานเลยว่า พรรคของเราจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาในรัฐสภาได้ กลุ่มปฏิกิริยายังมีอำนาจอย่างมหาศาลอยู่ และก็ไม่ลังเลเลยที่จะให้อำนาจต่อต้านเรา พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เรามีโอกาสได้อำนาจในรัฐสภาเป็นแน่

เลนบี้ : ทำไมคุณถึงไม่ลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งในครั้งนี้

บุญสนอง : เพราะผมคิดว่า เรามีภาระที่จะต้องใช้โอกาสในขณะที่เผยแพร่ความคิดและให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน ทั้ง ๆ ที่เราถูกคุกคามและมีอุปสรรคยากลำบากต่าง ๆ นานาอยู่ จะถือเป็นความผิดของเราทีเดียว หากเราไม่พยายามเผยแพร่ความคิดทางการเมืองของเรา ตราบที่เรายังสามารถที่จะทำงานของเราอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ได้ แต่ก็แน่ละว่าคงจะมีบางสถานการณ์ที่เราไม่อาจทำงานอย่างเปิดเผยต่อไปได้ สถานการณ์การเมืองในแต่ละช่วงแต่ละตอนควรได้รับการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน พรรคของเราจะทำอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงของสถานการณ์ เป็นปัญหาที่เราจะต้องถกเถียงกันภายในพรรค การคิดว่าพรรคของเราเป็นพรรคที่จะสมัครเข้ารับการเลือกตั้งละก็เป็นความคิดที่ผิด งานที่สำคัญที่สุดของเราคือการจัดตั้งมวลชนในกลุ่มของพรรคในโรงงาน ในหมู่ชาวนา ในหมู่นักศึกษา และในกลุ่มชนอื่น ๆ ความหวังอันสูงสุดของพรรคเราก็คือ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศของเราเป็นไปโดยปราศจากความรุนแรงของการเสียเลือดเนื้อ ให้พรรคการเมืองทุก ๆ พรรคสามารถประกาศเผยแพร่อุดมการณ์การเมืองของตนได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องหวั่นเกรงต่อการข่มขู่ต่าง ๆ

เลนบี้ : มีข่าวลือกันว่า คุณได้เงินจาก ซีไอเอ และบางกระแสก็ว่าคุณได้จาก เคจีบี

บุญสนอง : การสร้างข่าวลือและการใส่ร้ายป้ายสี เป็นวิธีการที่กลุ่มปฏิกิริยาใช้กัน เราไม่รับเงินจากต่างประเทศเหมือนพรรคอื่นบางพรรคอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะจากรัฐหรือบริษัทเอกชนของประเทศใด ๆ การเงินของเราทั้งหมดพึ่งพาบรรดาสมาชิกและผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของเราเท่านั้น ซึ่งส่วนมาก็เป็นกลุ่มคนที่ยากจนอยู่ ผมยอมรับว่า พรรคของเรามีปัญหาทางการเงินสูงมากที่เห็นกันได้ง่าย ๆ ก็อย่างคราวนี้ เราส่งผู้สมัครทั้งหมด 125 คน เข้ารับเลือกตั้ง เราก็มีปัญหาทางการเงินแล้ว ผู้สมัครแต่ละคนจะต้องจ่ายเงินค่าสมัคร 4,000 บาท เราตั้งความหวังไว้ว่า เราจะมีผู้สมัครในทุกจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละคน หากเราได้รับเงินจาก ซี.ไอ.เอ. หรือ เค.จี.บี. หรือทั้งสองฝ่ายจริง เราก็คงจะไม่มีปัญหาทางการเงินหนักอย่างที่เป็นอยู่นี้

เลนบี้ : คุณเคยติดต่อกับองค์การต่างประเทศใด ๆ บ้างหรือไม่เป็นต้นว่า องค์การของสวีเดน

บุญสนอง : ผมเสียใจที่จะต้องเรียนว่า งานระดับระหว่างประเทศของเรายังอยู่ในระดับที่แคบอยู่ เราไม่มีเงินและเวลามากพอที่จะให้กับการติดต่อในระดับระหว่างประเทศ หรือติดต่อกับพรรคสังคมนิยมในประเทศอื่นๆ แต่ผมหวังอยู่ว่าภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงแล้ว เราจะเริ่มงานติดต่อระหว่างประเทศได้ และผมหวังอย่างจริงใจว่า เราจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสหายร่วมอุดมการณ์ในสวีเดนได้

เมื่อเราจบการสัมภาษณ์ ดร.บุญสนองแล้ว เราได้พูดขึ้นว่า เรากำลังพยายามจะติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้อำนวยการ กอ.รมน. พล..สายหยุด เกิดผล ดร.บุญสนองจึงบอกว่า “หากคุณได้พบท่าน ผมฝากบอกท่านด้วยว่า พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยหวังอย่างยิ่งว่า การเลือกตั้งในเดือนเมษายนคงจะมีขึ้นได้จริง และเรายังหวังอีกด้วยว่า เราจะสามารถทำงานทางการเมืองของเราในวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตยได้”

ด้วยเหตุที่ พล..สายหยุด เกิดผล ดูจะเป็นผู้ที่มีงานยุ่งมากและเรายังไม่ได้เวลานัดสัมภาษณ์จากท่าน เราจึงขอส่งข้อความที่ ดร.บุญสนองฝากเราไว้ผ่านจัตุรัส ถึง พล..สายหยุด เกิดผล


บทสัมภาษณ์: ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน 6 กุมภาพันธุ์ 2519


โดย: กัญจนา พูลผล

เช้าวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดิฉันยังจำได้ว่า เป็นเช้าวันที่เพื่อนทุกคนในคณะต่างพากันตกใจต่อข่าวการตายของอาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน และดิฉันก็คิดด้วยว่า ไม่เพียงแต่ที่คณะนิเทศศาสตร์ของดิฉันเท่านั้น บรรดาผู้ที่เคยผ่านการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้และประชาชนที่ทราบเรื่องนี้ต่างก็เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจต่อการสูญเสียอาจารย์ที่ดีของลูกศิษย์ ลูกที่ดีของประชาชนไปเหมือนกัน

ดิฉันนึกถึง เหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ที่ดิฉันมีโอกาสไปพบอาจารย์ที่บ้านเพื่อขอความคิดเห็นต่อสังคมที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งไม่คิดเลยว่าการได้พบอาจารย์เป็นครั้งแรกครั้งนี้จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของชีวิตนี้

มันเหมือนกับมีลางสังหรณ์อะไรมาก่อน ทำให้อาจารย์กล่าวกับดิฉันเมื่อแรกที่พบหน้ากันว่า จะให้สัมภาษณ์แก่ดิฉันเป็นกรณีพิเศษ เพราะอาจารย์จะไม่ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ อีกแล้ว เนื่องจากหนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่งมักสัมภาษณ์อย่างแล้วไปเขียนอีกอย่าง

คำถามแรกที่ดิฉันถามอาจารย์ก็คือ การที่รัฐบาลประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ ๔ เมษายน มีเงื่อนไขทางการเมืองอย่างไรบ้าง

อาจารย์บุญสนองกล่าวว่า รัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อ้างว่า สภาประกอบด้วย ส.ส. จากพรรคการเมืองต่าง ๆ มากเกินไป ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ มีอุปสรรคในการบริหารประเทศ รัฐบาลจึงยุบสภาเสีย เพื่อให้ประชาชนตัดสินด้วยการเลือกตั้ง และหวังว่าในสภาจะมีพรรคการเมืองน้อยลง ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงยิ่งขึ้น สามารถบริหารประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น

แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รัฐบาลหาทางออกโดยการยุบสภา ก็คือการที่พรรคฝ่ายค้านหลายพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายสังคมนิยม ไม่สามารถให้ความสนับสนุนรัฐบาลได้ เพราะรัฐบาลคึกฤทธิ์-ประมาณ ดำเนินนโยบายและปฏิบัติงานผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เช่นในเรื่องการฆาตกรรมชาวปัตตานี การขึ้นราคาข้าวสารและความไม่สำเร็จในการประกันราคาข้าวเปลือก ตลอดจนการผันเงินจำนวนมหาศาลไปสู่ชนบทอย่างไม่มีหลักการเพื่อแก้ปัญหาชาวนาที่แท้จริง

เมื่อพรรคฝ่ายค้าน รวมตัวกันอย่างเพียงพอจนสามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ทำให้รัฐบาลต้องลาออกตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็รีบชิงยุบสภาเสียโดย ไม่มีเหตุผลอย่างใดทั้งสิ้น เพราะรัฐบาลเพิ่งมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนก็อยู่ในระหว่างการปิดสมัยการประชุม ไม่มี ส.ส. คนไหนมีโอกาสสร้างปัญหาใดๆ แก่รัฐบาล

เมื่อพรรคฝ่ายค้านรวมกำลังกันจน กระทั่งล้มรัฐบาลได้ ก็ได้มีการตกลงกันที่จะตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแทน โดยมีนโยบายสังคมนิยมเป็นหลัก และจะมีชาวสังคมนิยมหลายคนเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี รัฐบาลและผู้ควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองต่าง ๆ ก็พากันตื่นตระหนก รีบปล่อยข่าวให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัวว่า ถ้ารัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลสังคมนิยม ประชาชนจะได้รับความเสียหายอย่างนั้นอย่างนี้

ทั้ง ๆ ที่ความจริงประชาชนส่วนใหญ่กลับจะได้รับผลประโยชน์ มีแต่ผู้มีอำนาจผูกขาดทั้งหลายเท่านั้นที่จะเสียหาย

การอ้างว่าการเลือกตั้งจะทำให้มีพรรคการเมืองน้อยลงนั้น ก็เป็นเรื่องเหลวไหล ถ้ารัฐบาลต้องการอย่างนั้นจริง ทำไมไม่เคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมืองแต่อย่างใดเลย เมื่อยุบสภาแล้วกลับจะพยายามออกพระราชกำหนดจำกัดจำนวนพรรคการเมืองทั้ง ๆ ที่ผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อถูกประท้วงจึงเงียบไป

เหตุที่ผมไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะมันแพงเกินไปอาจารย์บุญสนองกล่าว เมื่อดิฉันถามว่าทำไมถึงไม่ลงสมัครครั้งนี้ด้วย

การเลือกตั้งครั้งนี้ผมคาดว่า จะมีการทุ่มเงินและใช้อิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่าเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๘ เสียอีก ผู้เป็นรัฐบาลอยู่เวลานี้ไม่เต็มใจที่จะสละอำนาจของตน ไม่เช่นนั้นก็คงยอมให้มีการอภิปรายทั่วไป เมื่อกลางเดือนมกราคม ๒๕๑๙ แล้ว

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ กิจสังคม ชาติไทย ธรรมสังคมและอื่น ๆ ของฝ่ายนายทุนทั้งหลายจะร่วมกันตั้งรัฐบาลที่มีความมั่นคงเด็ดขาด ทำอะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้ หรือบางทีฝ่ายขวาอาจแบ่งเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเล่นละครกันต่อไป โดยมีพรรคสังคมนิยมเป็นพรรคช่างนิยมประดับสภาต่อไปก็เป็นได้

การเลือกตั้งในเมืองไทยนั้น ก็คือการแข่งขันกันด้วยเงิน อำนาจ และเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงบิดเบือนประชาชนทั้งนั้น พรรคที่ไม่มีทุนรอน และใช้แต่ความสุจริตเสนอนโยบายและความยืนหยัดต่อประชาชน คงถูกกลั่นแกล้วถูกทำลายต่อไปอย่างไม่มีข้อสงสัย

ภายหลังการเลือกตั้ง ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลหลายพรรคอย่างเก่าอีก ก็คาดว่าจะเป็นรัฐบาลของพรรคฝ่ายนายทุนอยู่ต่อไป และถ้าบังเอิญฝ่ายสังคมนิยมเกิดเข้าสู่สมการทำให้มีอำนาจต่อรองในการตั้งรัฐบาลขึ้นอีก ก็คงจะมีการยุบสภา หรือรวบอำนาจโดยวิธีอย่างเก่าอีก

แต่อย่างไรก็ตามผมคาดว่า พรรคทางฝ่ายสังคมนิยมจะได้รับการเลือกตั้งมากกว่าครั้งที่แล้ว

อาจารย์บุญสนอง ได้ระบุในเรื่องที่ว่าผู้มีอำนาจใช้เงินและอิทธิพลเล่ห์กลต่าง ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่ามีการแจกเงิน จ้างบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ใช้อันธพาลข่มขู่คู่ต่อสู้ และประชาชน ใช้กลไกที่เขาควบคุมอยู่เป็นเครื่องมือ ใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมืออีกด้วย

สำหรับในเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งทางพรรคสังคมนิยม มักจะถูกกล่าวหาเสมอ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างไรที่พรรคสังคมนิยมจะไม่มีความรักในสถาบันทั้ง ๓ นี้

การรักชาติ ก็คือการรักประชาชน ไม่กดขี่ข่มเหงเบียดเบียนประชาชน การรักศาสนาก็คือการรักและยึดมั่นในศีลธรรมที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข เสมอภาคและเป็นธรรม การรักพระมหากษัตริย์ก็คือรักพระราชาผู้ทรงธรรม ไม่นำพระประมุขของประเทศผู้ทรงอยู่เหนือการเมืองมาแอบอ้างใช้เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ในทางใด ๆ

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม มีความรักและเทิดทูนสถาบันทั้ง ๓ ในลักษณะนี้ เราจึงคัดค้านต่อต้าน เปิดโปง และประณามผู้แอบอ้างแอบแฝงใช้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมีอยู่ตลอดเวลา

เราเชื่อมั่นว่าประชาชนย่อมเฉลียวฉลาด และตามมันเล่ห์การะเท่ห์ของนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจและประโยชน์ส่วนตัวอย่างแน่นอน

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมเท่านั้น จึงจะทำให้มีการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทั้งหลายของประชาชนที่ถูกเบียดบังผลได้จากการทำงาน และถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นปกครองอย่างทุกวันนี้ เพราะสังคมนิยมขจัดการผูกขากของนายทุน เอกชนภายในประเทศและของจักรวรรดินิยม

ระบบการปกครองที่ไม่มีการผูกขาดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง โดยอภิสิทธิ์ชนซึ่งได้แก่ประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนนั่นเอง ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอมของชนชั้นนายทุน และชนชั้นปกครองอย่างที่อ้างกันพร่ำเพรื่อ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

อาจารย์ได้ให้ความเห็นต่อการประกันราคาข้าวเปลือกของรัฐบาลว่า มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ที่เห็นด้วย เพราะเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายนี้มาแล้ว และชาวไร่ชาวนาก็หวังจะได้ประโยชน์จากการขายข้าวราคาแพงขึ้น เราก็ต้องพากันเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละ ๒,๕๐๐ บาท ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ทำและทำไม่ได้เพราะไม่มีเงิน

และที่ไม่เห็นด้วย เพราะการประกันราคาข้าวเปลือกเป็นการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนที่ปลายเหตุเหลือเกิน ที่จะต้องแก้กันอย่างจริงจัง คือการหาตลาดในต่างประเทศ การตัดพ่อค้าคนกลาง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับผูกขาดจากต่างประเทศ ให้ชาวนาได้เงินค่าจ้างของเขาตามราคาตลาดจริงๆ และคิดว่าคงไม่มีรัฐบาลของนายทุนผูกขากพรรคไหนจะยอมทำ

ดิฉันจำได้ว่า คำถามสุดท้ายที่ดิฉันถามไปคือ ข่าวการรวมตัวกันระหว่างพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยกับพรรคแนวร่วมรัฐบาล

เราจะยังไม่รวมกันแต่มีความปรารถนาตรงกันอยู่มาก และมีการร่วมมือกันบางประการอยู่แล้วเช่นที่จังหวัดขอนแก่นและชุมพร ก็มีการส่งผู้สมัครร่วมกัน สำหรับพรรคสังคมนิยมฯ เรามีท่าทีเต็มใจที่จะร่วมมือหรือรวมตัวกับพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเราถือว่าถ้ารวมกันได้ ก็จะเป็นไปตามความต้องการและประโยชน์ของประชาชน อุปสรรคในการรวมกันไม่ได้อยู่ที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

คำสัมภาษณ์ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์บุญสนอง ที่ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า จุดยืนและแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของอาจารย์ยืนหยัดเคียงข้างอยู่กับประชาชนอย่างไรบ้าง ย่อมเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งการกระทำตลอดเวลาที่อาจารย์มีชีวิตอยู่ตราบถึงลมหายใจสุดท้าย

แต่ถึงอย่างไรดิฉันก็มั่นใจว่า อุดมการณ์ของอาจารย์จะไม่ถูกประชาชนทอดทิ้งอย่างแน่นอน คนที่มีความคิดเช่นเดียวกันนี้กำลังเดินทางตามหลังกันมาอีกเป็นขบวน

และเมื่อนั้นคงจะได้มีการพิสูจน์สัจธรรมนี้กัน

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมเท่านั้น จึงจะทำให้มีการแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน

บทความ: ความขัดแย้งของประชาชนคือชนวนของการเปลี่ยนสังคม


ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน

วิธีศึกษาลักษณะของสังคม และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น ถ้าพิจารณาแต่จากแง่ของความต่อเนื่องกันหรือการปรับปรุง ปฏิรูปโครงสร้างหรือระบอบของสังคมไทยโดยไม่คำนึงหรือไม่กล้าคิดถึง การเปลี่ยนระบบสังคมดังที่ฝ่ายถอยหลังเข้าคลอง ไม่ว่าจะเป็นจารีตนิยมหรือเสรีนิยมต่างก็ยึดถือเป็นหลักเสมอมานั้น ผลที่ได้รับก็คือ ความไม่มีวันเข้าใจว่าอะไรทำให้สังคมเปลี่ยน ซ้ำร้ายทั้งที่สิ่งที่ฝ่ายจารีตนิยมและเสรีนิยมพยายามทำอยู่ตลอดนั้นมันขัดขวางหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเปลี่ยนแปลงก็กลับพากันหลงเข้าใจไปเสียด้วยว่า ตัวนั้นแหละคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ตนทำภายในระบบจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคม ดีขึ้น’ ‘เจริญขึ้นหรือ พัฒนา

ความพยายามที่จะแก้ไขความขัดแย้งประชาชน หรือของสังคมโดยทางจารีตประเพณีและแบบเสรีนิยมนั้น ฝ่ายถอยหลังเข้าคลองทั้งยอมรับว่าตนเป็นคนรุ่นเก่าและที่อ้างว่าตนเป็นพลังใหม่ต่างก็แสดงเพณีและแบบเสรีที่สิ่งที่ฝ่ายจารีตนิยมและเสรีนิยมพยายามทพวกที่ยอมรับว่าตนเป็นคนรุ่นเก่าและที่อ้างว่าตนเป็นพลังใหม่ต่างก็แสดงให้เห็นแล้วว่าล้มเหลว การแก้ข้อขัดแย้งจึงไม่มีวันสำเร็จ ตราบเท่าที่ฝ่ายจารีตนิยมและเสรีนิยมยังดื้อดึงจะแก้โดยวิธีเก่า และตราบเท่าที่ซากเดนแห่งพลังถอยหลังเข้าคลองยังหลงเหลืออยู่ในสังคม เมื่อพิจารณาจากแง่ของการเปลี่ยนสังคมอย่างจริงจังแล้ว จึงจำเป็นต้องสร้างภาพจำลองของสังคมและการเปลี่ยนแปลงสังคมเสียใหม่ ภาพจำลองที่จำต้องสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ต้องเป็นภาพของความขัดแย้ง มิใช่ภาพของความสมานสามัคคีจอมปลอม หรือภาพของการพัฒนาดังที่ทำกันมามากแล้ว แต่ไม่สำเร็จ

ภาพจำลองเก่าเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย

. ภาพการปรับตัวของสังคม นักวิชาการ หรือ ปัญญาชนสำนักจารีตนิยม มักแสดงทัศนะให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นเป็นกระบวนการแบบอัตโนมัติ หรืออีกนัยหนึ่งมนุษย์ย่อมสมัครใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โครงสร้างและถาบันสังคมของไทยเหมาะสมและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งพลังภายในของสังคมไทยนั้นเองก็ช่วยกำหนดความเร็วและวิถีของการเปลี่ยนแปลง เช่นกล่าวกันว่าสังคมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกหรือวิทยาการของตะวันตกที่เป็นประโยชน์แก่สังคมไทย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเนื่องจากสังคมไทยเลือกเอาวิธีการ หรือสถาบันบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่สังคมไทยมาปรับเป็นของไทย และการพัฒนาจะเป็นการ พัฒนาแบบไทย

. ภาพความไม่สอดคล้อง นักเสรีนิยมพากันเถียงว่าสถาบันสังคม หรือ ค่านิยมของไทยบางอย่างขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง หรือ ต่อต้านพลังในการพัฒนา มีการชี้ว่าการพัฒนาจะต้องทำอย่างประเทศนายทุนตะวันตกที่พัฒนาแล้ว อะไรที่ไม่เหมือนหรือสอดคล้องกับแบบอย่างของประเทศตะวันตกจะต้องยกเลิก และทำให้เหมือนประเทศตะวันตก นักเสรีนิยมไม่รังเกียจที่จะยกเลิกค่านิยมและจารีตบางอย่าง แต่ในขณะที่เน้นในค่านิยมใหม่ เทคนิคใหม่ เขาก็หาได้คำนึงถึงความขัดแย้งขั้นมูลฐานที่มีอยู่ในสังคมไทยแต่ประการใดไม่ละจารีตบางอย่าง แต่ในขณะที่เน้นในค่านิยมใหม่ เทคนิคใหม่ เขาก็หาได้คำนึงถึงความขัดแย้งขั้นมูลฐานที่มีอยู่ในสังคมไทยแต่ประการใดไม

ทั้งทัศนะทางจารีตนิยมและเสรีนิยมนี้เป็นทัศนะที่ไม่สามารถช่วยให้ผู้วิเคราะห์มองเห็นสัมพันธภาพระหว่างฐานทางวัตถุกับโครงสร้างส่วนบนของสังคม อันได้แก่สัมพันธภาพระหว่างฐานทางวัตถุกับโครงสร้างส่วนบนของสังคม อันได้แก่ สัมพันธภาพของมนุษย์ ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องอย่างใกล้อยู่กับลักษณะทางเศรษฐกิจ หรือลักษณะทางชนชั้นของมนุษย์นั่นเอง โครงสร้างส่วนบนเช่นระบบการปกครอง การศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ นโยบายการเมือง ค่านิยม และอื่นๆ ในตัวของมันเองนั้น ถึงแม้จะเป็นพลังที่ควบคุมความสัมพันธ์ของมนุษย์อยู่อย่างแน่นแฟ้นก็หาใช่สิ่งกำหนดการเปลี่ยนแปลงขั้นมูลฐานไม่ เพราะตัวของมันเองหาไ ด้เปลี่ยนไปโดยอิสระ หรือเอกเทศต่อการเปลี่ยน ในด้านความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อปัจจัยการผลิตอย่างใดไม่ พูดอีกทีหนึ่งก็คือ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระบบการผลิต ในที่สุด สถาบันสังคมและค่านิยมก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งนี้เพ่อความคล้องจองจะได้เกิดขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านสัมพันธภาพที่มนุษย์แต่ละชนชั้นมีอยู่ต่อปัจจัยการผลิต กล่าวคือ ตราบใดที่ชนชั้นหนึ่งยังผูกขาดพลังทางเศรษฐกิจอยู่ แม้ชนชั้นนั้นจะอ้างว่าต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจลังคมและพยายามแสดงให้เชื่อว่ามีเจตนาจะปฏิรูป หรือแก้ไขปัญหาของประชาชนและสังคม การแสดงดังกล่าวก็เป็นเพียงแสดงละคร หรือแสดงแต่ปาก หาใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือมีทางเกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การตั้งฐานทัพอเมริกาในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในด้านเศรษฐกิจ คือมีงานใหม่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพและรอบๆฐานทัพ มีการเพิ่มพูนฝีมือด้านต่างๆ และเกิดรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมใหม่ๆ เพื่อสนองความจำเป็นของฐานทัพ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบต่อลักษณะทางสังคม เช่นการอพยพเคลื่อนย้ายประชากร นิสัยและค่านิยมด้านบริโภค และเสพย์สุขสำราญ รวมไปจนถึงการขยายตัวของปัญหาสังคม เช่นอาชญากรรม โสเภณี และยาเสพติด ตัวอย่างนี้สำแดงให้เห็นถึงพลังการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุที่ส่งอิทธิพลไปถึงลักษณะความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมรองรับฐานทัพอเมริกัน แม้ว่าโครงสร้างของสังคม ประเพณี รวมถึงค่านิยมบางประการจะยังคงรักษารูปแบบและบทบาทของมันอยู่ มันก็จำเป็นต้องหันเหไปตามอิทธิพลทางวัตถุของจักรพรรดินิยมอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยส่วนรวม ตั้งแต่เริ่มผูกพันกับอเมริกาและญี่ปุ่นมาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ชัดว่าระบบค่านิยมและความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเก่าของไทย นับแต่จะพังทลายและเปลี่ยนไปสู่ค่านิยมที่เน้นด้านบริโภคและวิถีชีวิตแบบสังคมนายทุน กล่าวสรุปได้ว่า ภาพจำลองนั้นคือภาพจำลองที่แสดงถึงบทบาทสำคัญของฐานทางวัตถุที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น มิใช่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลและชนชั้นที่ควบคุมเศรษฐกิจอยู่มักกล่าวอ้างตลอดมา ตราบใดที่ความขัดแย้งซึ่งนับวันทวียิ่งขึ้นเนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านวัตถุยังไม่เปลี่ยนแปลง คือยังไม่มีการแก้ไขความขัดแย้ง สังคมก็จะไม่มีวันเปลี่ยน เพราะชนชั้นนายทุนผูกขาด และนายทุนนายหน้าย่อมขัดขวางการเปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุด

ภาพจำลองของการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

เราจำต้องมีภาพจำลองที่แสดงออกถึงความเป็นจริงของสังคมอย่างแน่นอนแม่นยำ และช่วยให้เราจับลักษณะเบื้องต้นของสังคม ซึ่งหมายถึงการที่สังคมมีพลังเคลื่อนไหวอยู่เสมอ สังคมทุกระบบย่อมสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นทดแทนสิ่งเก่าในขณะที่สังคมนั้นก้าวไปสู่ยุคใหม่สิ่งใหม่ ดังกล่าวนี้หมายถึงปัจจัยหรือเครื่องมือในการผลิตรูปแบบของการบริโภคและสถาบันสังคมทั้งมวลซึ่งผูกมัดสังคมเอาไว้

สัจธรรมขั้นปฐม ซึ่งควบคุมสัมพันธภาพของมนุษย์ในประเทศด้อยพัฒนา หรือโลกที่สามที่เราต้องถือเป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์สังคมของเรา คือการขูดรีดที่ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานับสี่ร้อยปีของ

ประเทศตะวันตก ต่อมนุษย์ทั่วโลกในรูปของการพาณิชกรรม อาณานิคม และจักรพรรดินิยม ปัจจุบันนี้เราสามารถจำแนกขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สาม รวมทั้งรูปลักษณะทางสังคมและพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศล้าหลังทั้งหลายนี้ออกจากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่โลกที่สามต้องเกี่ยวข้องอยู่กับโลกตะวันตก

การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นผลของความขัดแย้งซึ่งประทุขึ้นในกระบวนการที่มีการสร้างเสริมสิ่งใหม่ของสังคมตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดก็คือภาพจำลองที่มาร์กซเรียกว่า รูปแบบผลิตของเอเชีย(Asiatic Model of Production) ซึ่งเป็นลักษณะการผลิตของสังคมเอเชียมานับพันปี รูปแบบผลิตดังกล่าวนี้มีพื้นฐานอยู่ที่วิธีผลิตและกลไกการผลิตที่แน่นอนตายตัว มีองค์กรสังคมที่คงรูป และแทบจะไม่มีความขัดแย้งใดๆ ในหมู่มนุษย์ในสังคม แต่แล้วการแผ่ขยายอิทธิพลตะวันตก คือลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น หรือลัทธิกึ่งอาณานิคมก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ขาดการต่อเนื่องของกระบวนการผลิต และในด้านความสัมพันธ์ของมนุษย์ กล่าวคือสังคมเอเชียต่างๆถูกผนวกเข้ากับระบบเศรษฐกิจของโลกตะวันตก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงกระทบกระเทือนต่อแบบแผนในการผลิต และการบริโภคที่มีอยู่ตามครรลองของจารีตประเพณี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมเอเชียโดยทั่วไปจึงเนื่องมาจากการถูกบีบบังคับโดยเจ้าอาณานิคมตะวันตกโดยตรง ในช่วงเวลาร้อยปีที่ผ่านมานี้ ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศนายทุนเศรษฐี เพียงกลุ่มน้อย กับประเทศยากจนล้าหลังทั้งในเอเชีย อัฟริกา และลาตินอเมริกา

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประเทยากจนเพื่อก้าวไปสู่ความเสมอภาค กับสังคมที่ได้เปรียบหรือเอาเปรียบนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จในระยะเวลาสามสิบปีที่ผ่านมานี้ ประเทศล้าหลังยากจนทั้งหลายต่างก็พยายามหาช่องทางบรรลุเป้าหมายของตนเช่น โดยการพัฒนาอุตสาหกรรม การลอกแบบตะวันตก รวมทั้งหารวางรากฐานสังคมนิยมและอื่นๆ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายนั้นมีรากเหง้าอยู่ที่ความขัดแย้งหรือความเหลื่อมล้ำขั้นมูลฐานซึ่งประวัติศาสตร์ได้กำหนดไว้ ความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำนี้มีอยู่สองลักษณะคือ

1. การมีฐานะที่ตกเป็นผู้ต้องพึ่งพาอาศัย หรือการเป็นเมืองขึ้นหรือกึ่งเมืองขึ้นของประเทศล้าหลังยากจน ต่อประเทศนายทุนและถูกประเทศนายทุนบังคับควบคุมจักรกลและมาตรฐานการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งแผนขั้นตอนของการพัฒนาซึ่งแท้ที่จริงหมายถึงการควบคุมให้เปลี่ยนหรือไม่ให้เปลี่ยน ให้สอดคล้องกับประเทศนายทุนนั่นเอง

2. ความขัดแย้งอีกประเภทหนึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มและพลังต่างๆภายในสังคมแต่ละสังคม กล่าวคือ การต่อสู้กันระหว่างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพลังดั้งเดิมที่ต้องการรักษาของเก่า และระหว่างกลุ่มหรือชนชั้นที่ควบคุมผลประโยชน์ กับชนชั้นที่ถูกยื้อแย่งผลประโยชน์

ความขัดแย้งและโต้ตอบซึ่งกันและกันระหว่างพลังหรือกลุ่มชนทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศนี้เป็นการสำแดงออกถึงจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งนั้นปรากฏให้เห็นในทางต่างๆ เช่นปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวของประชากร ความเสื่อมโทรมของสังคม และความวุ่นวายทางการเมือง นอกนั้นยังเห็นได้ในสถาบันสังคม เช่น โครงสร้างและหน้าที่ของครอบครัว ของศาสนา ของหน่วยงานต่างๆก็ถูกกระทบกระเทือน การแก้ความขัดแย้งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ในที่นี้บางทีก็เรียกกันว่า การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวหน้า

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สังคมไทยในปัจจุบันนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญทั้งในขั้นมูลฐาน หรือตามทฤษฎีมาร์กซ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานการผลิต (เช่น) มีการสร้างอุตสาหกรรมการหมุนเวียน และการผูกขาดอย่างมหาศาลในทางการเงินและการค้า และการบีบคั้นต่อระบบเกษตรกรรมด้วยกลไกของตลาด เป็นต้น ทั้งในด้านความสัมพันธ์ทางสังคมก็มี เช่นอำนาจในทาง การเมือง ทางการศึกษา ปัญหาสังคม การอพยพเคลื่อนย้าย และประเด็นเกี่ยวกับชนส่วนน้อยและอื่นๆ ความขัดแย้งภายในประเทศเป็นสิ่งที่เนื่องมาจากอิทธิพล หรือพลังที่สังคมไทยมีอำนาจต่อรองน้อยมาก

พลังที่บีบคั้นและควบคุมลักษณะและทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ ได้แก่การที่ระบบกึ่งนายทุน กึ่งศักดินาถูกบังคับโดยให้ยอมรับเอาการพัฒนาแบบอาศัยตางชาติและการแทรกแซงของจักรพรรดินิยมหนึ่ง เพื่อที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคม เราจำต้องวิเคราะห์ความขัดแย้งที่เนื่องมาจากปัจจัยทั้งสองนี้ให้ถูกต้อง และชี้ให้เห็นทางแก้ความขัดแย้งนั้น การวิเคราะห์โดยวิภาษวิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้เราเข้าถึงกระบวนการที่เป็นพลวัตรแห่งสังคมและช่วยให้เราเห็นความเกี่ยวพันส่วนต่างๆของปรากฏการณ์กับปรากฏการณ์เป็นส่วนรวม

ความช้าเร็วของการเปลี่ยนแปลงและลักษณะมูลฐานของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยนั้นขึ้นอยู่กับว่าสถาบันและระบบเก่ารวมทั้งจักรพรรดินิยมจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นรุนแรงสักเท่าใด ความขัดแย้งในสังคมไทยแบ่งออกได้สองชนิดดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น คือ 1 ความขัดแย้งที่เกี่ยวกับสังคมและเศรษฐกิจภายใน 2 ความขัดแย้งที่เป็นผลของการที่สังคมไทยมีบทบาทและสถานภาพร่วมอยู่ในระบบเศรษฐกิจสังคม  เช่น  โครงสร้างและหน้าที่ของครอบครัวของศาสนา้ระหว่างประเทศ

1. ความขัดแย้งภายใน คือความขัดแย้ง ก. ระหว่างเกษตรกรรมแบบเลี้ยงตัวเองของชาวนา กับเกษตรกรรมแบบนายทุนที่ทำให้ชาวนาหมดความสามารถพึ่งตัวเอง ข. ระหว่างกรุงกับชนบท หรือกรุงเทพ กับส่วนที่เหลือของประเทศไทย ค. ระหว่างอิทธิพลตะวันตกกับสังคมไทยเดิม ง. ระหว่างสถาบันสังคมประเพณีกับระบบเศรษฐกิจแบบตลาดหรือแบบทุนนิยม จ.ระหว่างระบบเจ้าขุนมูลนายหรือศักดินากับมวลชน ฉ. ระหว่างค่า นิยมนายทุนตะวันตกกับค่านิยมนายทุนไทยเดิม พลังขั้นปฐมที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทั้งหลายนี้คือ การบุกรุกแทรกแซงเข้าไปสู่ระบบสังคมไทยเดิมของเศรษฐกิจระบบตลาด ซึ่งก่อให้เกิดรูปแบบของพฤติกรรมอย่างใหม่ ความอยากได้ของใหม่ การจับจ่ายบริโภคอย่างใหม่ บุคลิกภาพใหม่ และผลตอบแทนอย่างใหม่ ทั้งหมดนี้สร้างความตึงเครียดอย่างมหาศาลแก่โครงสร้างสังคมที่มีอยู่เดิมและแก่ระบบจัดสรรทรัพยากร และผลได้จากสังคมในหมู่คนไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

2. ความขัดแย้งจากพลังภายนอก ความขัดแย้งนี้คือความขัดแย้งระหว่างสังคมไทย และทิศทางในการเปลี่ยนแปลงที่อิทธิพลของตลาดโลกภายนอกเป็นสิ่งกำหนดขึ้น ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สัมพันธภาพระหว่างประเทศไทยกับเศรษฐกิจของโลกภายนอกเป็นสัมพันธภาพที่ทำให้ประเทศไทยตกเป็นรอง รูปแบบของการพัฒนาก็คือการพัฒนาแบบถูกบีบบังคับโดยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ แบบนายทุนซึ่งก่อให้เกิดคนงานฝีมือ การขยายของเอกนคร การเติบโตของชนชั้นนายทุนภายในประเทศอื่นๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น การแทรกแซงของต่างชาติเป็นไปตามวิถีทางต่างๆ เริ่มตั้งแต่การหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การให้ความหมายของมาตรฐานทางวัฒนธรรม การเพาะนิสัยฟุ่มเฟือย รวมถึงการชักจูงจิตใจและพฤติกรรมแบบวัตถุนิยม นโยบายร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในสงครามอินโดจีนยังผลให้ทหารต่างด้าวจำนวนมหาศาลหมุนเวียนเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้ความตึงเครียดในสายใยของสังคมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ความสัมพันธ์อย่างเป็นรองที่เรามีอยู่กับจักรพรรดินิยม หรือการควบคุมหรือกำหนดแนวทางของการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังการผลิตได้เป็นไปตามแบบที่สอดคล้องกับพลังข้างนอกนั่นเอง เป็นเหตุให้การแก้ข้อขัดแย้งของประชาชนและสังคมไทยเป็นไปได้ยากมาก เพราะตราบเท่าที่มวลประชาชนไทยยังถูกเหนี่ยวรั้งให้สัมพันธ์อยู่กับพลังอันนั้น และตราบเท่าที่นโยบายแทรกแซงทางทหารของสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ การแก้ความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประชาชาติไทย จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทลายสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง และความตึงเครียด ซึ่งได้แก่พลังขัดขวางและเป็นปฏิกิริยาต่อความก้าวหน้าและการพัฒนาสังคมดังกล่าวมาแล้ว
หารต่างด้าวจำนวนมหาศาลหมุนเวียนเข้ามาตั้งอยู่ในประเทสไทยลาดโลกภายนอกก่อให

บทความ: ว่าด้วยชนกลุ่มน้อย ใครทำให้คนจีนเป็น “ปัญหา” ในสังคมไทย


ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน
จากวารสารรายปักษ์ ศูนย์ ปักษ์หลัง ฉบับที่ 5 มีนาคม 2517


ในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พิมพ์หลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคมไม่นาน ผู้เขียนกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่ารัฐบาลไทยชุดก่อน ๑๔ ตุลา พยายามสร้างเอกภาพในหมู่ ประชาชนโดยให้ถือการปฏิบัติตามรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ภายหลังวัน ๑๔ ตุลา ประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มีความไม่เหมือนหรือไม่เสมอกันในด้านภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมือง ต่างแสดงออกอย่างรวดเร็วและโจ่งแจ้งถึงความไม่เท่าเทียม หรือความขัดแย้งซึ่งเขามีอยู่แล้วตามปรกติ ผู้เขียนบทบรรณาธิการบทนั้นชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องยอมรับและเปิดโอกาสให้แสดงออก และได้แสดงความปรารถนาไว้ว่าเอกภาพหรือความสามัคคีของประชาชนโดยส่วนรวมน่าจะคงมีอยู่ได้ แม้แต่ในภาวะของความแตกต่างและขัดแย้งดังกล่าวแล้ว

ความคิดอันนี้เป็นความคิดของคนสมัยใหม่หรือคนรุ่นใหม่ ไทยเรามีประเพณีทั้งในการปกครอง และทางสังคม ว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ ประเพณีแม้ในปัจจุบันก็คงจะเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากยอมรับนับถืออยู่ ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มบางคนอาจจะต้องการให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นก็ตาม โดยความเป็นจริง ความเป็นเอกภาพของประเทศไทยหาใช่จะมีขึ้นเนื่องจากคนทั้งชาติมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทุกอย่างหรือเป็นเพราะคนทุกคนมีความเป็น ไทย หรือวัฒนธรรมไทยเสมอเหมือนกันหมดหามิได้

ความสามัคคีของคนในรัฐสมัยใหม่ซึ่งจะเป็นรัฐที่มีเอกภาพและยั่งยืนต่อไปได้นั้นน่าจะหมายถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนแต่เฉพาะในด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เท่านั้น กล่าวคือราษฎรทุกคนจะต้องได้รับความคุ้มครองและได้รับประโยชน์จากการปกครองของรัฐบาลอย่างเดียวกันและต้องปฏิบัติตามกฎหมายพื้นฐานอันเดียวกัน นอกเหนือจากนั้นผู้มีโอกาสปกครองประเทศจำต้องอนุมัติให้มีความแตกต่างในทางศาสนา วัฒนธรรมทางชาติพันธุ์อื่นๆ ได้โดยชอบธรรม และยังต้องให้ความคุ้มกัน และส่งเสริมกลุ่มทางสังคมและวัฒนธรรมแต่ละกลุ่มทางสังคมให้มีเอกลักษณ์ของตนเองและมีความเจริญงอกงามตามความยุติธรรมอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อกลุ่มที่แตกต่างกันอยู่แล้วนั้นจะได้มีความภาคภูมิมีศักดิ์ศรีมีความหยิ่งในกลุ่มของตัว มีความเสมอภาพกับกลุ่มอื่นแล้วในที่สุด และมีความเต็มใจร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ ในชาติเพื่อสร้างสรรค์ความมีเอกภาพของรัฐและสังคม

ในด้านวัฒนธรรมนั้นประชากรไทยไม่เคยมีความเป็นเอกภาพอย่างสมบูรณ์ มาเลยในประวัติศาสตร์ของชาติเรา ถึงแม้ชนส่วนใหญ่จะเป็นพุทธศาสนิก แต่เราก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นมุสลิมในภาคใต้ มีบางส่วนที่เป็นผู้นับถือ ผี พราหมณ์ และเจ้าพ่อกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในที่ราบที่ดอนและริมน้ำริมทะเล ทั้งในและชนบทนอกจากนั้นยังมีคริสต์ชนนิกายต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเมื่อนับร้อย ๆ ปีมาแล้ว มีผู้กราบไหว้บรรพบุรุษและอาจจะมีผู้ที่มิได้นับถือหรือเลื่อมใสในศาสนาหรือไสยไม่ว่าแขนงใด ๆ อยู่อีกด้วยก็เป็นได้

ในด้านภาษา คนภาคเหนือ ภาคใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือก็หาได้พูดภาษาไทยที่เป็นภาษาราชการไม่ ลำพังคนภาคกลางเองก็ใช่ว่าทุกคนในทุกชุมชนจะพูดภาษาไทยกลางสำเนียงเดียวกันไปหมด ยิ่งกว่านั้นในชนบทภาคกลางยังมีคนพูดภาษามอญ ภาษาลาวโซ่ง ลาวพวน รวมทั้งลาวพุงขาวและลาวพุงดำ

ด้านชาติพันธุ์ (ซึ่งหมายถึงเอกลักษณ์ทางภาษาวัฒนธรรมและประวัติการตั้งถิ่นฐานและการอพยพแบบที่มักจะทำให้โน้มเอียงเข้าใจกันกว่ามีความหมายทางชีววิทยาหรือ เชื้อชาติ) ในประเทศไทยนี้ก็มีคนหลายหมู่ หลายกลุ่มและหลายเผ่าเต็มที เช่น ญวน เขมร ลาว มอญ กะเหรี่ยง ชาวเขาสามสิบกว่าเผ่า มาเลย์และจีน เป็นต้น

เพียงการสาธยายรับแล้วว่า เอกภาพของชาติไทยการธำรงไว้ซึ่งการเป็นรัฐเดียวเท่านั้น ส่วนในทางสังคมวิทยาเอกภาพหาใช่สิ่งที่จะมีขึ้นได้โดยอัตโนมัติเพียงแต่การออกกฎหมายบังคับหรือการกำหนดนโยบายเพื่อโน้มน้าวให้คนมีลักษณะเหมือนกันหรือมีวัฒนธรรมอันเดียวกันอย่างง่าย ๆ แต่อย่างใดไม่ในบทความขนาดสั้นนี้ขอให้เราพิจารณาเฉพาะกรณีของคนจีนดูอย่างกว้าง ๆ

ความจริงที่ว่าในประเทศไทยมีคนจีนอยู่ถึงสามล้านคนเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ ในหมู่คนจีนทั้งสามล้านนี้ตามกฎหมายก็มีอยู่เพียงสี่แสนกว่าคนเท่านั้นที่เป็นต่างด้าว นอกนั้นเป็นคนสัญชาติไทยทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาจากแง่กฎหมายและการปกครอง คนทุกคนที่ถือสัญชาติไทยจะต้องได้รับความคุ้มครองและสิทธิเสรีภาพอย่างเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ที่เป็นจริงมีคนจีนจำนวนไม่น้อย แม้ว่าจะเป็นคนเกิดในประเทศไทยและไม่เคยไปเมืองจีนเลยบางที่ภาษาจีนก็พูดไม่ได้ขนบธรรมเนียมประเพณีจีนก็ไม่ปฏิบัติศาสนาจีน ก็ไม่ถือแม้แต่ชื่อและนามสกุลก็เป็นภาษาไทยแต่เขาก็มีลักษณะพิเศษกล่าวคือ เขายังได้ชื่อว่าเป็นคนจีน เขาไม่อาจเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนนายทหารหรือนายตำรวจ ไม่มีสิทธิ์ซื้อที่ดินและขาดโอกาสดีอื่น ๆ อีกหลายประการทั้งนี้ เพราะบิดาของเขาเป็นคนต่างด้าว

ความลำเอียงที่มีอยู่มิใช่เป็นการลำเอียงตามกฎหมายหรือโดยระบบการปกครองเสมอไปแต่เป็นการลำเอียงทางสังคมคือ ทางความคิดและการกระทำอย่างแน่ชัด คนที่เป็นเชื้อสายจีนนั้นแม้เมื่อได้ถือสัญชาติไทยโดยกำเนิดหรือการโอนสัญชาติแล้วก็ตาม ลักษณะชื่อสกุลไทยที่ข้าราชการอนุญาตให้เขาใช้ก็เป็นเครื่องส่อเจตนาว่าคนจีนถูกกำหนดให้คงความเป็นจีนด้วยการมีชื่อยาวหรือชื่อแบบจีน

การให้สิทธิทางกฎหมายแก่คนจีนหรือลูกหลานจีนให้มีสัญชาติไทยและให้มีชื่อไทยนามสกุลไทยเป็นสัญญาณแสดงว่ารัฐบาลไทยสมัยต่าง ๆ ต้องการให้คนจีนผสมกลมกลืนกลายเป็นคนไทย ยิ่งกว่านั้นยังมีการผสมกลมกลืนกันทางการศึกษาห้ามเปิดโรงเรียนจีน ทางการเมืองไทยห้ามรวมกลุ่มการเมือง ห้ามติดต่อกับคนจีนในประเทศจีน (ชาวจีนในประเทศไทยเกือบทั้งหมดอพยพมาจากภาคใต้ของสาธรณรัฐประชาชนจีน) และในทางวัฒนธรรม คือ ห้ามประกอบพิธีกรรมบางอย่าง และกระตุ้นให้ กลาย เป็นไทย

นโยบายของรัฐบาลไทยในการผสมกลมกลืนคนจีนให้กลายเป็นไทยไม่ใช่สิ่งที่ประสพความสำเร็จเพราะคนจีนจำนวนมากหรืออาจจะกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปู่รุ่นพ่อหรือ รุ่นหลานก็ดีก็ยังเป็นคนจีนในสังคมไทยอยู่ ความเป็นจีนนั้นปรากฏอยู่ในด้านอาชีพพ่อค้าจีน ด้านนามสกุลไทย แบบจีนรวมทั้งด้านการปฏิบัตินอกพิธีของคนในระบบราชการไทยต่อ คนจีน (ทั้งที่มีสัญชาติไทยและที่เป็นต่างด้าว) แท้จริงการที่คนต่างด้าวจำนวนมากที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาค่อนอายุของเขาและมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะโอนสัญชาติไทยตามนโยบาย และอยากโอนด้วยแต่ติดขัด ไม่สมารถจะโอนได้ก็นับได้ว่าเป็นเครื่องหมายของความล้มเหลวของนโยบายผสมกลมกลืนคนจีนอย่างหนึ่งและ เป็นความล้มเหลวที่มิใช่เนื่องมาจาก กฎหมาย หากเป็นเพราะลักษณะทางอำนาจของสังคมไทยมากกว่า

ความขัดแย้งหรือความไม่มีเอกภาพจึงมีอยู่ตลอดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับที่เหนือเอกภาพของรัฐขึ้นไปเพราะปรากฏมีความตึงเครียดทั้งในด้านบุคลิกภาพและวัฒนธรรม คือทั้ง ๆ ที่ ราชการไทยและคนไทยต้องการให้คนจีนเป็นไทย แต่ก็ยังทำให้เขาคงความเป็นจีนเช่นในด้านนามสกุลและในด้านทัศนคติบางประการต่อ ลักษณะของคนจีน ทั้งในด้านสังคม กล่าวคือทั้งที่ ต้องการให้คนจีนร่วมสร้างเอกภาพสังคมไทย แต่ผู้ที่ประกอบอาชีพพ่อค้าก็ยังคงได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเดียวกับพ่อค้าต่างด้าว และการประกอบอาชีพของผู้ที่ไม่ใช่ราษฎรอยู่ต่อไป ในที่สุดในทางการเมืองทั้ง ๆ ที่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดย กำเนิดแต่ คนจีน ก็ขาดโอกาสและสิทธิบริบูรณ์ในฐานะที่เป็นราษฎรของประเทศไทย
           
ทั้ง ๆ ที่คนจีนในเมืองไทยอาจจะอยากสนับสนุนเอกภาพของชาติไทยและทั้งที่รัฐบาลไทยและคนไทยอยากจะกลืนคนจีนให้กลายเป็นคนไทยเพื่อเอกภาพของชาติไทย แต่ความพยายามสร้างเอกภาพโดยให้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือเป็นคนไทยเหมือนกันหมดนั้น เราเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ปราศจากการยอมรับความจริงขั้นมูลฐาน คือ ความแตกต่างกันของชนในหมู่หรือกลุ่มต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ เอกภาพนั้นถึงแม้จะมีขึ้นได้ก็จะเป็นเอกภาพของรัฐและรัฐดังกล่าวนั้นก็ต้องเป็นรัฐแบบเผด็จการอย่างแน่นอน อาจจะเคยมีคนหลงเข้าใจว่าเอกภาพชนิดนี้เราเคยมีอยู่ในอดีต เพราะในอดีตเรามีโอกาสเห็นความแตกต่างหรือความไม่พอใจน้อย.....เพราะทุกคนถูกกดศีรษะอยู่ในอำนาจของรัฐ

แต่ปัญหามีอยู่ตลอดมา คือปัญหาความไม่ผสมกลมกลืน เป็นไทยเหมือนกันหมด ของส่วนประกอบส่วนต่าง ๆ ของประชากรไทยในด้านของคนจีนนั้น เราได้ยินคุ้นหูกันอยู่ว่ามี ปัญหาคนจีนในประเทศไทย ที่เป็นปัญหานั้นมิใช่เพราะอะไรอื่นแต่เป็นเพราะรัฐบาลไทยพยายามแก้ปัญหาในทางการปกครองและทางกฎหมายโดยมิได้คำนึงถึงเนื้อหาสำคัญทางสังคมวิทยาเกี่ยวกับชนกลุ่มต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสมาชิกร่วมกันของชาติไทยนั่นเอง

ใครจะกล้าเถียงว่า คนจีนในเมืองไทยมิใช่ส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญเสียด้วยของชาติไทย เอกภาพของชาติและสังคมไทยจะมีขึ้นได้อย่างไร ถ้าจะถืออยู่ต่อไปว่า ชาติไทยมีอยู่เพียงส่วนเดียวเท่านั้นคือ ส่วนทีเป็น ไทยแท้ และส่วนอื่น ๆ ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นจีน เขมร ลาว ญาณ หรือมาเลย์ จำต้องหล่อหลอมให้เป็นไทยแท้ไปด้วย

ความพยายามที่จะหลอมหมู่มนุษย์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลเสียแม้แต่มนด้านกฎหมายและการปกครองเพราะผู้ที่มิใช่ไทยแท้นั้นเมื่อถูกบังคับให้เป็นผู้ที่ทำให้เขาไม่สามารถจะหลอมตัวเป็นไทยแท้ได้

จึงเห็นจะถึงเวลาแล้ว ที่ไทยแท้ทั้งหลายจักได้คิดเสียว่า เอกภาพของชาติไทยนั้นจะมีได้ดีกว่าและแน่นแฟ้นกว่าถ้าชนส่วนอื่น ๆ ของชาติไทยจะมิถูกกำหนดให้เป็นไทยแท้แต่ได้รับโอกาสให้เป็นทางชาติพันธ์ วัฒนธรรม ศาสนา แม้แต่ภาษาและชื่อสกุล

เอกภาพจะมีไม่ได้ถ้าปราศจากความแตกต่าง แต่เอกภาพอันยิ่งใหญ่จะมีขึ้นและธำรงอยู่ไว้ได้แม้แต่ในความแตกต่างที่ใหญ่หลวง
           

บทความ: พรรคการเมืองต่างกันอย่างไร ตัวอย่างจากอินเดีย


ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน

หมายเหตุ: ส่วนหนึ่งของบทความถอดความมาจากสารนิพนธ์ของ ศาสตราจารย์รามากฤษณา มุเคอร์จี นายาสมาคมสังคมวิทยาแห่งประเทศอินเดีย Systematization of Value – load of Social Development ซึ่งเสนอต่อชุมนุมทางวิชาการสังคมวิทยา ว่าด้วยการพัฒนาทางสังคมในเอเชีย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๑๖ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๖


.

เป็นที่เข้าใจกันว่า  ความหมายอันหนึ่งของประชาธิปไตยที่คนไทยจำนวนมากร่วมกันต่อสู้และหวังกันว่าจะได้มาในเร็ววันนี้ คือโอกาสและเสรีภาพที่จะเสนอหลักและวิธีดำเนินการในทางการเมืองเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำสังคมของเราไปสู่อนาคตที่แจ่มใสกว่าและดีกว่า โอกาสและเสรีภาพที่จะเสนอหลักและวิธีดำเนินการในทางการเมือง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำสังคมของเราไปสู่อนาคตที่แจ่มใสกว่าและดีกว่า โอกาสและเสรีภาพที่ว่านี้คือ โอกาสและเสรีภาพที่จะรวมพลังเป็นพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็จะเสนอแนวนโยบายของตนให้มหาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่าเขาต้องการอะไร กล่าวคือต้องการให้พรรคที่สัญญาว่าจะจัดการสังคมวิธีไหนและวางรากฐาน เพื่ออนาคตแบบใดเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยเป็นรัฐบาล

ที่ผ่านมาแล้ว คนไทยเราแทบจะไม่มีโอกาสได้ทราบแนวความคิดและข้อเสนอของคนหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่นอกวงการของรัฐบาลเผด็จการเลยหลักวิธีและจุดหมายของการดำเนินการทางการเมืองที่เราต้องรับฟัง และไม่มีสิทธิโต้แย้งแต่อย่างใด ก็คือหลักวิธีและจุดมุ่งหมายในทางการเมืองที่ผู้เผด็จการบีบบังคับให้แก่เราเท่านั้น ในสภาพสังคมอย่างนั้น ผู้มีอภิสิทธิ์ที่ทำอะไรก็ได้ แล้วคนอื่นที่จำต้องถือว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งถูกสิ่งดีอยู่ตลอดเวลาก็มีอยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น คือกลุ่มคนที่ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่นอยู่โดยทุกวิถีทาง ถ้าจะว่าไปกลุ่มผู้เผด็จการก็คือพรรคการเมืองเดี่ยวหรือพรรคผูกขาดที่ไม่มีใครจะคัดค้านหรือทักท้วงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือด้วยประชามติก็ตาม

ความคับแค้นของมหาชนต่อการขาดสิทธิเสรีภาพและโอกาสที่จะเลือกวิถีทางอนาคตแบบที่ตัวต้องการเป็นสิ่งที่มหาชนไม่ได้เก็บไว้แต่ในใจของคนแต่ละคน มหาชนมีการแสดงออกซึ่งการต่อต้านสภาพสังคมที่กดขี่ในรูปต่าง ๆ ในด้านนักศึกษา การปฏิวัติเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ มิใช่อุบัติเหตุหรือไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีพื้นฐานแต่เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งของการดิ้นรนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้ก่อตัวขึ้นมาตามธรรมชาติ เพราะความไม่พอในในสภาพที่เป็นอยู่

นอกจากนักศึกษาและประชาชนส่วนอื่น ๆ ในชุมชนนาคร มหาชนในชนบทก็ได้แสดงออกทั้งโดยการรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านทางการเมืองและทางอาวุธเช่นในนามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นต้น ที่มิได้รวมกลุ่มก็แสดงออกในฐานะเอกชนคือการเคลื่อนย้ายที่อยู่และละทิ้งอาชีพเดิมไปหาอาชีพใหม่ทั้งที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมและที่ไม่ถูก

.

ทั้งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และนิสิต นักศึกษาต่างก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับอำนาจเผด็จการอย่างผิดกฎหมาย ศูนย์นิสิตนักศึกษาเคยถูกผู้เผด็จการโจมตีว่าเป็นกิจกรรมเถื่อน เช่นเดียวกับกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เห็นได้ว่าทั้งสองกลุ่มมีลักษณะร่วมกันอยู่บางอย่าง คือ ต่างก็มีองค์กรและกลไกในการดำเนินงานเพื่อโค่นล้มอำนาจเผด็จการของรัฐบาลไทยชุดก่อน ๑๔ ตุลาคม และต่างก็มีการเคลื่อนไหวในด้านแสวงหาความนิยม ด้านขยายอิทธิพลในหมู่ประชาชน และด้านบั่นทอนความมั่นคงของรัฐบาลเผด็จการ ที่ต่างกันก็คือขบวนการนิสิตนักศึกษาเป็นขบวนการที่เกิดขึ้น และเติบโตในเมืองใหญ่และดำเนินการได้อย่างเปิดเผยพอควร ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์มีอาณาเขตการทำงานส่วนใหญ่อยู่ในชนบทโดยไม่มีการเผยตัวผู้นำ และที่สำคัญก็คือนิสิตนักศึกษาไม่เคยต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ใช้วิธีประท้วงและเรียกร้อง คือใช้อำนาจที่มาจากจำนวนคนมากกว่ากำลังคน แต่คอมมิวนิสต์ใช้อาวุธเป็นเครื่องมืออยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะมีกลวิธีอย่างอื่นอยู่ด้วยก็ตามที รัฐบาลเผด็จการที่หมดอำนาจไปแล้วยืนยันอยู่ตลอดเวลา ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีต่างชาติสนับสนุนและมีผู้นำอยู่ในต่างประเทศ ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลชุดนั้นก็โจมตีนิสิตนักศึกษาว่าได้รับอิทธิพลมาจากภายนอก หรือมีผู้ร่วมมืออยู่นอกประเทศ

การที่ประชาชนไทยอย่างเช่นนิสิตนักศึกษาและคอมมิวนิสต์ถูกกีดกันไม่ได้ให้มีส่วนร่วมในทางการเมือง และไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกโดยถูกต้องตามกติกาซึ่งแนวความคิดและเจตนารมณ์ของตนนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนทั้งกลุ่มนี้ ต้องใช้วิธีรุนแรงเพื่อให้คนที่เป็นสมาชิกในสังคมโดยส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ควบคุมอำนาจในรัฐ ได้ทราบถึงความต้องการของตน การที่นิสิตนักศึกษาได้รับความต้องการของตน การที่นิสิตนักศึกษาได้รับความสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากนักเรียน และประชาชนทั่วไปในกลางเดือนตุลาคม ก็นับได้ว่าแนวความคิดและเจตนารมณ์ ในทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาเป็นสิ่งที่ประชาชนเหล่านั้นเห็นชอบด้วยในด้านพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงเป็นพรรคเถื่อนหรือพรรคที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ การที่มีคนไทยทั้งในชนบทและในกรุงพากันให้ความสนับสนุนอยู่ ถึงแม้อาจจะเป็นเพียงคนจำนวนน้อยก็กล่าวได้ว่าผู้สนับสนุนเหล่านั้นมีความนิยมและเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์ ตราบใดที่คอมมิวนิสต์ยังเป็นบุคคลหรือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอยู่ ผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ก็จำต้องสนับสนุนด้วยวิธีการนอกกฎหมายซึ่งย่อมรวมไปถึงการใช้วิธีรุนแรงด้วย

.

ถ้าการเป็นประชาธิปไตยจะมีความหมายด้วยว่า ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพบริบูรณ์ที่จะเชื่อจะกระทำ หรือจะเลือกแนวนโยบายทางการเมืองใด ๆ ที่คนแต่ละคนเห็นดีหรือเห็นชอบด้วยก็น่าจะเป็นของแน่นอนว่าประชาชนคนไทยตั้งเกือบ ๔๐ ล้านคนจะต้องมีความคิดความเห็นแตกต่างกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิทธิเสรีภาพขั้นมูลฐานนี้มีหลักประกันอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนคงจะเต็มใจแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง

การแสดงออกนี้คงจะเป็นไปในทางรวมบุคคลขึ้นเป็นพรรคการเมือง และโดยให้ความสนับสนุนพรรคการเมืองแต่ละพรรค เมื่อเป็นดังนี้ประชาชนทั่วไปก็จะมีโอกาสทราบแนวความคิดวิธีดำเนินการและจุดหมายของพรรคแต่ละพรรคแล้วแต่ละพรรคก็คงจะ หรือน่าจะสร้างลักษณะสำคัญเฉพาะอย่างเป็นของตัวเองให้มีอะไรแน่นอนพอควรไว้เสนอต่อประชาชนเพื่อพิจารณาสนับสนุนหรือคัดค้าน

เพราะระบบพรรคการเมืองยังไม่เจริญในประเทศไทย คนไทยจึงมีประสบการณ์น้อยในเรื่องการชิงชัยอย่างโจ่งแจ้งของพรรค ที่คนไทยเคยเห็นหรือเคยมีส่วนร่วมมาบ้างแล้วนั้นก็เป็นเพียงการต่อสู้กันในวงจำกัด และส่วนมากพรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ใช้อิทธิพลของตัวเข้าบังคับหรือชักจูงใจให้ทั้งทหารตำรวจและข้าราชการพลเรือนแม้แต่นักเลงนอกราชการเอาเปรียบพรรคอื่นอย่างยุติธรรม จึงกล่าวได้ว่าการรณรงค์ระหว่างพรรคการเมืองของไทย แทบจะไม่เคยเป็นไปในแบบที่ประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนเลย ยิ่งกว่านั้น พรรคการเมืองที่เคยมีก็แทบจะมิได้เสนอแนวทางการบริหารและการเปลี่ยนแปลงสังคมในขั้นมูลฐานแต่อย่างใด ทั้งพรรครัฐบาลฝ่ายค้านมักจะฝักใฝ่อยู่เฉพาะประเด็นของความขี้โกงของคนในพรรคอื่นโดยมิได้ให้ความสนใจหรือแสดงว่ามีความเข้าใจต่อเนื้อแท้หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคดโกง และรวบอำนาจเหล่านั้น แต่ละพรรคที่เคยมีมาจึงดูจะมีลักษณะเหมือนกันเสียมากกว่าต่างกัน คือส่วนใหญ่เน้นเรื่องการเปลี่ยนตัวบุคคล หรือเปลี่ยนพรรคแต่มิได้เสนอให้แก้ไขโครงสร้างของสังคมโดยส่วนรวมแต่อย่างใด

ความไม่แตกต่างกันของพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่มีแต่เฉพาะในเมืองไทย ในประเทศอื่นหลายประเทศที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น ญี่ปุ่นและอินเดียซึ่งต่างก็มีพรรคอยู่ประเทศละห้าพรรค พรรคการเมืองบางพรรคแทบจะเหมือนกันทั้งในด้านนโยบายและเป้าหมายทางการเมือง ในอเมริกาพรรคเดโมแครดกับรีพับพลิกันซึ่งผลัดกันเข้าครองอำนาจบริหารต่างก็เป็นพรรคนายทุน ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากวงการธุรกิจ เพราะฉะนั้นจึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของบรรษัทการเงิน และอุตสาหกรรมเหมือน ๆ กัน ขณะเดียวกันวงการกรรมกรของเมริกาก็พยายามส่งอิทธิพลต่อพรรคที่เป็นรัฐบาลทั้งในทางการเงินและทางการเมือง ทั้งสองพรรคนี้มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การักษาระบบเศรษฐกิจเอกชนซึ่งแท้ที่จริงมีการผูกขาดกันอย่างกว้างขวาง แนวนโยบายต่างประเทศก็ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะต่างก็ต้องการธำรงความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาในทางทหาร และไม่ปรากฏว่าพรรคหนึ่งพรรคใดเคยแสดงความจริงจังต่อการให้อเมริกาเลิกไปวุ่นอยู่กับเรื่องของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก จนคนโจมตีกันตลอดมาว่าอเมริกาเป็นจักรวรรดินิยมทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ

การพิจารณาความจริงเกี่ยวกับพรรคแต่ละพรรคจะมองจากชื่อพรรคเท่านั้นก็ไม่ได้ เช่น พรรคสังคมนิยมในบางประเทศอาจจะเป็นพรรคที่สนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็ได้ แม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์อย่างในฝรั่งเศสและญี่ปุ่นก็ปรากฏว่ามีแนวโน้มไปในทางอนุรักษนิยมมากกว่าทางการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง พรรคกรรมกรในอังกฤษก็ปรากฏว่ามีแต่คนชั้นสูงเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองใดจะมีอะไรเสนอและมีความมุ่งมั่นต่ออะไรอย่างแท้จริงจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องติดตามสอดส่องอยู่อย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาประเด็นในทางการเมืองเป็นประเด็น ๆ ไป

.

ในโอกาสที่เมืองไทยเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมีความหวังกันว่าจะมีการเลือกตั้ง และมีการก่อตังพรรคการเมืองขึ้นหลายพรรคโดยมีเสรีภาพที่จะกำหนดแนวทางต่าง ๆ ให้ประชาชนพิจารณา ผู้เขียนขอเสนอตัวอย่างของพรรคการเมืองทั้งห้าพรรคในประเทศอินเดีย ที่เลือกเล่าเรื่องพรรคการเมืองอินเดีย ก็โดยที่อินเดียเป็นประเทศเอเชียที่ยังล้าหลังเช่นเดียวกับไทย แต่ถึงแม้อินเดียจะมีปัญหาพิเศษในทางประชากรและในทางประเพณีการจัดวรรณะ โดยถือชาติกำเนิดเป็นเกณฑ์ ทั้งประชาชนก็ยากจนเป็นส่วนมาก และยังพูดภาษาแตกต่างกันนับร้อยภาษาแต่การเมือง และการปกครองของอินเดียไม่เคยถูกผู้เผด็จการทหารเข้าควบคุมเลย นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากนักล่าอาณานิคมอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา รัฐบาลทุกชุดของอินเดียเป็นรัฐบาลพลเรือน แม้ว่าพรรคคองเกรสจะคุมอำนาจตลอดมา แต่นายกรัฐมนตรีของอินเดียทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคนี้ก็เข้าสู่ตำแหน่งเพราะสมาชิกโลกสภา (รัฐสภาอินเดีย) ซึ่งราษฎรเลือกให้เข้าไปเป็นผู้แทนยังสนับสนุนอยู่

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพรรคการเมืองของประเทศอินเดียข้างล่างนี้น่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างแก่คนไทยในระหว่างที่เรากำลังช่วยกันสร้างประชาธิปไตยในสังคมเราอยู่ทุกวันนี้


ก.เป้าหมาย

พรรคภราตีย์ ชนะสังข์ (ช.ส.)

ยอมรับความเหลื่อมล้ำระหว่างส่วนต่าง ๆ

ของสังคมและในการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็แสวงหาหนทาง หรือปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความสามัคคี แนวคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจะมาขัดขวางการร่วมมือกันอย่างถาวรของประชานไม่ได้

2. พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย พรรครัฐบาล (พ.ค.ช.อ.)

พรรคคองเกรสปฏิญาณอีกครั้งหนึ่งที่จะนำการปฏิวัติแบบสังคมนิยมโดยสันติและประชาธิปไตย จะอุ้มปวงชนทั้งผอง และจะเข้าร่วมกับวิถีชีวิตของประชาติในทุกด้าน

3. พรรคสังคมนิยม (พ.ส.)

พรรคสังคมนิยมเชื่อว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายทางสังคมนิยมด้วยสันติวิธี และตามครรลองประชาธิปไตยนั้น  ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่จะทำได้แต่อย่างเดียว หากยังเป็นสิ่งที่น่าทำด้วย พรรคสังคมนิยมปฏิญาณอย่างจริงจัง ว่าจะขจัดความเหลื่อมล้ำทั้งหลายทางสังคมและเศรษฐกิจ และจะก้าวไปสู่สังคมที่เป็นสังคมนิยมซึ่งหมายถึงสังคมที่สิทธิและเสรีภาพของสามัญชนทุกคนจะต้องได้รับการพิทักษ์คุ้มครองและประชาชนส่วนที่เสียเปรียบจะได้รับการปลดปล่อยจากการกดขี่ทางสังคม และการขูดรีดทางเศรษฐกิจของทรราชย์เก่าแก่ของสังคม

๔. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.อ.)

ล้มการปกครองโดยพรรคคองเกรสหรือโดยรัฐบาลศักดินาชุดอื่น ๆ แล้วสถาปนารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยชนชั้นและพลังที่ต่อต้านจักรวรรดินิยม ศักดินานิยมและทุนนิยมผูกขาด และมุ่งมาตรที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติเพื่อทบทวนกระแสธารแห่งการพัฒนาระบบนายทุน

๕ พรรคคอมมิวนิสต์-มาร์กซิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.ม.อ.)

จัดการสถาปนาประชาธิปไตยของประชาชนขึ้นบนพื้นฐานของการรวมพลังที่แท้จริงที่ต่อต้านศักดินาและจักรวรรดินิยม และโดยการนำของชนชั้นกรรมาชีพ

ข.แนวดำเนินการ

๑. พรรคราตีย์ ชนะสังห์ (ช.ส.)

มนุษยสามัคคีธรรม:  ปัจเจกชนครองตำแหน่งสุดยอดในระบบของเรา ปัจเจกชนย่อมมีศักยภาพที่จะอยู่ร่วมกับปัจเจกชนคนอื่นหมู่มาก รวมทั้งคณะบุคคลทั้งหลายด้วย

๒ พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (พ.ค.ช.อ.)

ประชาชนมีอำนาจที่จะปฏิเสธฝ่ายปฏิกิริยาและฝ่ายเล่นพวกด้านขวาจัดที่หันเข้าหาวิธีรุนแรงเพื่อก่อกวน และพยายามทำลายพลังแห่งความก้าวหน้า แล้วอ่างว่าตัวเองเป็นพวกฝ่ายซ้าย


๓. พรรคสังคมนิยม (พ.ส.)

สังคมนิยมคือการยุติการปกครองของชนชั้น และการสถาปนาสังคมที่เสมอภาคและเสรี แต่ทว่าสังคมที่มีชนชั้นทุกแห่งในประวัติศาสตร์มักจะมีแนวโน้มกลายเป็นสังคมที่มีวรรณะ วรรณะคือ ชนชั้นที่แข็งตัวแล้ว ในอินเดียการพัฒนาด้านนี้เป็นไปอย่างกว้างไกล ระเบียบสังคมของอินเดียจึงแข็งกระด้างเป็นระบบวรรณะสูงต่ำ การดิ้นรน จะต้องเป็นไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อทำลายระบบวรรณะ เพื่อที่จะทำให้สังคมของเราเคลื่อนตัวแล้วเราก็จะได้รับความเสมอภาคในที่สุด

๔. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.อ.)

เปิดทางพัฒนาให้แก่ประชาชนของเรา การพัฒนาหมายถึงการพัฒนาแบบที่ไม่ใช่ทุนนิยมในการพัฒนาแบบนี้ ชนชั้นที่จะสนใจกระทำการได้แก่ หนึ่ง ชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเป็นชนชั้นที่สำคัญที่สุด สอง มวลชนชาวนาอันไพศาล รวมทั้งชาวนาผู้มีฐานะ ( นายทุนน้อย ) และแรงงานเกษตร สาม ปัญญาชนในนาครและชนบทซึ่งเติบโตขึ้นทุกวัน สี่ กฏุมภี ( หรือนายทุน ) ชาติแต่ไม่รวมพวกผูกขาด พวกที่สี่นี้สนใจที่จะหาทางสัมฤทธิ์ผลในงานหลักคืองานปฏิวัติเพื่อล้มล้างจักรวรรดินิยมและศักดินานิยม

๕. พรรคคอมมิวนิสต์-มาร์กซิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.ม.อ.)

จุดประสงค์ขั้นแรกกำหนดไว้อย่างแน่นอนว่า คือ การล้มล้างรัฐและรัฐบาลปัจจุบันของกฎุมภีเศรษฐีที่ดิน แล้วให้มีประชาธิปไตยและรัฐบาลของประชาชนซึ่งนำโดยชนชั้นกรรมาชีพบนพื้นฐานของการเป็นพันธมิตรอย่างแน่นแฟ้นระหว่างกรรมกรกับชาวนา

ค. การให้ความสำคัญก่อน-หลัง

๖. พรรคภราตีย์ ชนสังห์ (ช.ส.)

๑. จัดตั้งอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ  ๒. เพิ่มผลิตทางเกษตร และถือว่าชาวนาเป็น ผู้ที่เสี่ยงภัย ผู้ที่ลงทั้งทุนและแรงงานและเป็นผู้ทำงานทั้งปวง ๓. ขยายอุตสาหกรรมที่ต้องจ้างแรงงานมาก เพื่อผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจริง ๆ ๔. จัดตั้งสาธารณูปการและอุตสาหกรรมพื้นฐาน แต่จะไม่ให้รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยการผลิตทั้งหมดเพราะรัฐจะควบคุมอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมืองทุกอย่างไว้ในส่วนกลาง เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะป้องกันการผูกขาดตัดตอน และการรวบอำนาจไว้กับส่วนกลาง การโอนกิจการทุกอย่างให้แก่รัฐไม่ช่วยให้ทุนเพิ่มขึ้น มันเป็นแต่เพียงการย้ายกรรมสิทธิ์และควบคุมเท่านั้น การที่ทุนภายในของเราไม่พอ เราอาจจะแก้ไขเป็นบางส่วนโดยอาศัยทุนต่างประเทศ

๗. พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย พรรครัฐบาล (พ.ค.ช.อ.)

ในประการแรก เราต้องขจัดความไร้สมรรถภาพทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจของเราความไร้สมรรถภาพ เหล่านี้เป็นผลมาจากความเฉื่อยชาของส่วนสำคัญบางส่วนของระบบนั้นเอง ข้อที่สองเราจำต้องวางโครงสร้างการผลิตของเราโดยเน้นด้านเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจริงๆ รวมทั้งผลิตสินค้าที่เป็นการลงทุนเพื่อที่เราจะได้ขยายประมาณงานของประชากร และเตรียมป้องกันประเทศไปพร้อมๆกัน การปฏิรูปที่ดินเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำเราไปสู่ความมีสมรรถภาพในทางกสิกรรมและการเพิ่มพูนความเสมอภาคในท้องที่ชนบท การจำกัดปริมาณที่ดินควรกำหนดโดยหน่วยครอบครัว การทำงานของระบบเศรษฐกิจไม่ควรเป็นไปในทางที่จะทำให้เกิดการรวบความมั่นคงหรือการรวมทรัพย์ไว้ ณ ส่วนกลาง เพราะจะทำให้มหาชนต้องเสียหาย รัฐจะดำเนินการเฉพาะในกิจกรรมที่สำคัญต่อส่วนรวมเท่านั้น

๓. พรรคสังคมนิยม (พ.ส.)

หลายอำนาจ  การรวบอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้กับส่วนกลาง เป็นการยื้อแย่งอำนาจของมหาชน ต่อต้านการพัฒนาจอมปลอม คนเพียง ๗๕ ตระกูล เท่านั้นผูกขาดความร่ำรวยและคุมอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ คืนที่ดินให้แก่ผู้ไร้สมบัติ ที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์จะต้องนำมาให้ชาวนาที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองเพราะปลูกและจะให้โอกาสแก่ผู้เสียเปรียบก่อนคนอื่น เช่น ชาวฮาริจันและอัตราสี เป็นต้น ให้คนไร้งานมีงานทำ จะต้องเน้นในการสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากทั้งในชนบทและในเมือง เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยมปัญหาเศรษฐกิจของเราจะไม่มีวันแก้ไขได้ ถ้าระบบเศรษฐกิจยังคงเป็นของรัฐโดยการยึดอย่างไม่ให้ค่าตอบแทน ความเสมอภาค เป็นค่านิยมที่ยิ่งใหญ่อยู่ตลอดเวลาของสังคมนิยม

๔. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.อ.)

ประการแรก และที่สำคัญที่สุด เราจะทำลายกงเล็บแห่งการผูกขาดของนายทุนต่างชาติที่กดดันเศรษฐกิจของเรา ประการสอง เราจะเพิ่มความแข็งแกร่งในทางอำนาจของรัฐเพื่อให้เป็นเอกราชจากการผูกขาดของนายทุนต่างชาติเพื่อให้กิจการต่าง ๆ ดำเนินไปตามทางประชาธิปไตยและโดยการพึ่งตัวเองทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ข้อที่สาม การผูกขาดของคนอินเดียด้วยกันเองที่ตลบเอาพลังทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ การค้าและการธนาคารเข้าไว้ในมือคนเพียงส่วนน้อยจะต้องถูกตีให้แตกหัก และเราป้องกันแนวโน้มใด ๆ ที่จะทำให้คนส่วนน้อยผูกขาดได้อีก ข้อที่สี่ อำนาจของเจ้าของที่ดินและเดนศักดินาจะถูกขจัดโดยสิ้นเชิง เราจะจัดการปฏิรูปทางเกษตรอย่างไม่รักษาของเก่าเพื่อให้ประโยชน์แก่ชาวนา เราจะล้มล้างกงเล็บของนายทุนการค้าธนาคารผู้เอารัดเอาเปรียบ

๕. พรรคคอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์แห่งประเทศอินเดีย (พ.ค.ม.อ.)

การปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนซึ่งต่อต้านศักดินานิยม และจักรวรรดินิยม จำต้องถือเป็นหลักการว่าจะแก้ไขปัญหาที่ดินโดยเด็ดขาดเพื่อประโยชน์ของชาวนา และเพื่อขจัดซากเดนของศักดินาและกึ่งศักดินา ที่ควบคุมพลังการผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของเราอยู่ เราจำต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อปฏิรูปสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่แรงเฉื่อยทางวรรณะและแรงเฉื่อยอื่น ๆ บีบคั้นชาวบ้านให้จมปรักอยู่ในความด้อยพัฒนาชั่วกัปชั่วกัลป์ แรงเฉื่อยเหล่านี้เป็นเนื้อแท้ของระบบที่มีอยู่ก่อนจะเกิดทุนนิยม การดำเนินมาตรการดังกล่าวนี้จะต้องเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการปฏิวัติประชาธิปไตย งานรีบด่วนขั้นที่สองของเราคือการขจัดและไล่นายทุนต่างประเทศที่บีบรัดเศรษฐกิจของเราอยู่ให้ออกไปให้สิ้นเมื่อเราทำสำเร็จ เราจะปลดปล่อยประชาชนของเราออกจากอิทธิพลทั้งหมดที่มีต่อชีวิตทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของเรา งานสองอย่างขั้นมูลฐานนี้ เราจำต้องปฏิวัติให้สำเร็จเพื่อประชาธิปไตย มาตรการอีกประการหนึ่งที่ต้องทำคือการถล่มอำนาจผูกขาดของนายทุนภายในประเทศ