วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ระลึกถึงสหาย บุญสนอง บุณโยทยาน


ใจ อึ๊งภากรณ์

ผมไม่เคยรู้จัก ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นส่วนตัว แต่ผมได้ยินชื่อเขามานานและได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเขาพอสมควร ผมขออนุญาตเรียกเขาเป็น “สหาย” เพราะเขาเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของขบวนการสังคมนิยมและขบวนการประชาธิปไตยไทย และเขาคงไม่ถือตัวต้องการเป็น “ท่าน” หรืออะไรแบบนั้น เพราะเขาใช้ชีวิตและเสียสละชีวิต เพื่อสังคมที่เท่าเทียมกัน และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในการอ้างถึงสหายบุญสนองแบบนี้ ผมไม่อยากอ้างชื่อเขามาเพื่อให้ความชอบธรรมกับแนวคิดของผม หรือสิ่งที่ผมกระทำ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและการอ้างผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อทำให้ตนเองดูดี เป็นเรื่องน่าเกลียดไม่สมควร ผมเพียงแต่เสนอว่า สหายบุญสนอง “เป็นพวกเรา” และ “เรา” ในที่นี้หมายถึงขบวนการของคนที่รักความเป็นธรรม ขบวนการสังคมนิยม และขบวนการประชาธิปไตย ที่ต่อสู้มายาวนานในประเทศไทย ขบวนการนี้ยังต่อสู้อยู่ในรูปแบบของคนเสื้อแดงที่กำลังสู้กับอำมาตย์ แต่อย่าไปเสียเวลาเดาว่า สหายบุญสนอง ถ้ายังมีชีวิตอยู่ จะเป็นเสื้อแดงเหมือนผมหรือไม่ เพราะเราไม่มีวันทราบและมันเป็นการเดาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นนักสังคมนิยมอีกคนหนึ่ง ในหมู่นักสังคมนิยมไทย เช่น ปรีดี พนมยงค์ จิตร ภูมิศักดิ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ฯลฯ ที่เราควรจะศึกษาและเคารพ และการเคารพที่จริงใจจะมองเขาในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากยุคสมัย เราวิจารณ์หรือมองต่างมุมได้ จริงๆ แล้วการเคารพต้องประกอบไปด้วยการพยายามพูดความจริงเกี่ยวกับเขาในมุมมองของเรา

สหายบุญสนอง บุณโยทยาน มีบทบาทสำคัญในการนำแนวสังคมนิยมลงสู่ภาคปฏิบัติของการเมืองโลกจริงผ่านการเคลื่อนไหวของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยในยุคระหว่าง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ กับ ๒๕๑๙ การหาเสียงของพรรคนี้ในหมู่บ้านทางภาคเหนือของไทย ไม่เหมือนการหาเสียงของนักการเมืองนายทุนประเภทที่ไร้นโยบายในสมัยนั้นหรือสมัยนี้ เพราะมีการจัดเวทีประชุมใหญ่ๆ เพื่อเสนอนโยบายการเมืองแบบสังคมนิยมที่เป็นรูปธรรมกับชาวบ้านรากหญ้า โดยไม่มีการซื้อเสียง นอกจากนี้สหายบุญสนองอธิบายว่าในการเลือกเขตเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคสังคมนิยมและพรรคแนวร่วมสังคมนิยมพยายามลดความสำคัญของตัวบุคคลและเพิ่มความสำคัญของนโยบายทางการเมือง (สัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review 17/1/1975; 26) วิธีการนี้ได้ผลพอสมควรเพราะในการเลือกตั้งปี ๒๕๑๘ พรรคสังคมนิยมต่างๆได้ประมาณสิบห้าที่นั่ง

ถึงแม้ว่าพรรคสังคมนิยมไม่ใช่พรรคแนวมาร์คซิสต์เพราะจำกัดการทำงานภายในกรอบของระบบทุนนิยมแทนที่จะวางแผนปฏิวัติล้มระบบ แต่วิธีการทำงาน และนโยบายต่างๆ ของพรรค สามารถท้าทายแนวกระแสหลักได้มากพอสมควร และมีประโยชน์ต่อประชาชนธรรมดา เช่นนโยบายปฏิรูปที่ดินที่ให้ชาวนาทุกคนมีใช้อย่างเพียงพอ นโยบายการศึกษาและการรักษาพยาบาลฟรีสำหรับพลเมืองทุกคน นโยบายการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเสนอให้มีการวางแผนเพื่อการผลิต นโยบายการนำธนาคาร เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมน้ำมันมาเป็นของรัฐในขณะที่ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ดำรงอยู่ให้รับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง หรือนโยบายกระจายอำนาจการปกครองให้คนกลุ่มน้อยเช่นชาวเขาชาวดอย ชาวมุสลิมในภาคใต้ หรือชาวเวียดนามอพยพ เพื่อให้เขาปกครองตนเอง (สัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review 17/1/1975; 27) นโยบายดังกล่าวถือว่าก้าวหน้ามากและในหลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้สังคมไทยล้าหลังอยู่ และยังตกอยู่ในยุคมืด

การต้านผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ ผ่านการเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สร้างความไม่พอใจในหมู่อำมาตย์ อย่างที่เราเห็นก่อนและหลังยุคนั้น ในภาพรวมมันทำให้เราเห็นว่าอำมาตย์พร้อมจะก่อความรุนแรง เหตุการณ์นองเลือดและรัฐประหารตลอด เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของตนเองเสมอ สหายบุญสนอง บุณโยทยาน จึงถูกยิงตายโดยมือปืนของฝ่ายขวาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ เขา เหมือนจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องสละชีพเพื่อการสร้างสังคมใหม่ และในงานศพเขาที่สนามหลวงมีประชาชนไปร่วมมากมาย

ผลงานหลักของเขาที่เป็นบทเรียนสำหรับเราคือในรูปแบบการทำงาน จุดเด่นคือการเห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวในสังคมเปิดเพื่อช่วงชิงอิทธิพลความผูกขาดทางการเมืองจากชนชั้นปกครอง ดังนั้นถ้าเทียบกับการทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วมีทั้งข้อดีข้อเสีย พ... มีข้อด้อยเพราะในปี ๒๕๐๕ เริ่มหันหลังให้กับการต่อสู้ในเมืองของมวลชน เพื่อเน้นการต่อสู้ใต้ดินที่ใช้วิธีการจับอาวุธของคนส่วนน้อยในชนบท วิธีการต่อสู้นี้ลดความสำคัญของการปลุกระดมมวลชนกรรมาชีพหรือชาวนาในสังคมเปิด แต่จุดเด่นของ พ... คือการมีชุดความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน(ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับชุดความคิดนี้หรือไม่) ซึ่งช่วยให้พรรคดำรงอยู่ได้นานและไม่พึ่งบุคคลสำคัญๆ ไม่กี่คน ถ้าเทียบกับ พ... แล้วพรรคสังคมนิยมไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ เพราะไม่มีเอกภาพในทฤษฎี หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ พรรคสังคมนิยมจึงยอมเข้าป่าไปอยู่ภายใต้แนวของ พ...

ในเรื่องความคิด สหายบุญสนอง ไม่ค่อยมีบทบาทในการเป็นปัญญาชนสังคมนิยมของฝ่ายซ้ายไทย ทั้งๆ ที่เขาเป็นปัญญาชน เพราะงานเขียนเขาไม่ท้าทายระบบความคิดของชนชั้นปกครองเท่าไร เช่นในหนังสือ "มนุษย์กับสังคม" เกือบไม่มีการอ้างถึงแนวมาร์คซิสต์ หรือแนวอื่นในการวิเคราะห์สังคม และมีการนำเสนอแนวคิดสังคมศาสตร์แบบกระแสหลัก เช่นการเสนอว่าในระบบทุนนิยมชนชั้นต่างๆ ร่วมมือกันได้ แต่ในการวิจารณ์ สหายบุญสนอง แบบนี้ของผม ผมขอชวนให้เราไม่ลืมด้วยว่า สหายบุญสนอง ไม่เคยอ้างว่าตนเองเป็นมาร์คซิสต์ และคงจะเป็นคนที่บริสุทธิ์ใจในการค้นหาแนวทางสู่สังคมที่เป็นธรรม

เขาเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของขบวนการสังคมนิยมและขบวนการประชาธิปไตยไทย ดังนั้นใครที่เคารพเขาคงจะสำนึกเองได้ว่าเราต้องต่อสู้ต่อไป ไม่ท้อแท้ เพื่อไม่ให้ สหายบุญสนอง สู้และเสียสละไปโดยเปล่าประโยชน์

อ่านเพิ่ม

บุญสนอง บุณโยทยาน (๒๕๔๕) ใน "ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" บรรณาธิการ - สมพร จันทรชัย สถาบัน
     พัฒนาการเมือง กรุงเทพฯ
บุญสนอง บุณโยทยาน (๒๕๑๘) ดูบทสัมภาษณ์ใน Far Eastern Economic Review Far (17th January 1975) "Thailand/Interview: The Socialist's viewpoint" สัมภาษณ์ บุญสนอง บุณโยทยาน



รวมคำไว้อาลัยถึง ดร.บุญสนอง





รวมบทกวีถึง ดร.บุญสนอง


บทกวี: คนคนนี้แหละคน
รวี โดมพระจันทร์





"กรณีความตายถึงความตาย" และ "อะหา ทรราช"
วิสา คัญทัพ







ถึงเธอ...บุญสนอง
แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย








สืบทอดภารกิจ บุญสนอง


“ปราโมทย์ นาครทรรพ” เขียนถึง “บุญสนอง บุณโยทยาน”


ปราโมทย์ นาครทรรพ


1.
จากหนังสือ เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์  สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์

บุญสนองเรียนวิชาสังคมศาสตร์ ข้าพเจ้าเรียนวิชารัฐศาสตร์ วิชาทั้งสองต่างกันไม่มากแต่บุญสนองเถียงว่ามาก เพราะวิชาสังคมวิทยาเป็นวิชาก้าวหน้า เป็นเรื่องของพลังและการเปลี่ยนแปลงในสังคม ส่วนวิชารัฐศาสตร์เป็นวิชารักษาของเก่า คือรัฐบาลและระบบปกครอง ดังนั้นพวกเรียนรัฐศาสตร์มักจะหัวเก่า ซึ่งก็ไม่ผิด ยุคที่เราเรียนอยู่อเมริกานั้นเป็นยุคทองของนักศึกษาหัวก้าวหน้า

จะเห็นได้ว่าพวกที่แข่งขันในการคัดค้านระบบเก่า คัดค้านสงครามเวียดนามมักจะเป็นนักเรียนทางวิทยาศาสตร์ และสังคมวิทยา พวกชอบเข้าข้างรัฐบาลได้แก่พวกนักเรียนแพทย์ รัฐศาสตร์ และ กฎหมาย
บุญสนองเป็นคนที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองเป็นคนขี้เกียจ เพราะไม่ว่าเมื่อใดที่ปลอดเพื่อนฝูงข้าพเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำ ก็ยังได้ยินเสียงพิมพ์ดีดของบุญสนองต้อกแต้กๆ หรือไม่ก็เสียงบุญสนองเองท่องศัพท์ภาษาญี่ปุ่นงึมงำๆ อยู่ ได้ความว่ายังไม่ได้เข้านอน

บุญสนองเรียนหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย ข้าพเจ้าภูมิใจในความสามารถของเขา ที่แผนกสังคมวิทยามีศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงดี อ.โรบิน วิลเลียนส์ นักเรียนมักจะพากันหลบ แต่บุญสนองกลับเข้าคลุก ตั้งให้เป็นประธานที่ปรึกษา

บุญสนองทำคะแนนได้ดีเยี่ยม เขียนเปเปอร์ได้ดีเหมือนฝรั่ง ส่งบทความวารสารที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ก่อนจบปริญญาเอก และหนังสือของ โรบิน วิลเลียมส์ ซึ่งอ่านกันแพร่หลายที่สุดในอเมริกา มีชื่อของบุญสนองเป็นผู้รับความขอบคุณอยู่ด้วย ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะได้เห็นหนังสือแต่งโดย บุญสนอง เป็นตำราเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นสูงในต่างประเทศ

ที่ฮาร์วาร์ด บุญสนองได้เรียนกับศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงเด่นที่สุดในโลกหลายคน เช่น ปาร์สัน และสิปเซท เป็นต้น คนหลังเป็นฝ่ายก้าวหน้าและสนใจขบวนการของนักศึกษาเป็นพิเศษ บุญสนองคงจะได้รับอิทธิพลไม่น้อยมาจากลิปเซท

ชีวิตนักศึกษาของบุญสนองเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ อาจารย์ และวงวิชาการของตนอย่างกว้างขวาง ครั้งหนึ่งยูเนสโก เชิญเขาไปประชุมสังคมวิทยาโลกที่บุลแกเรีย

ในวงการสังคมวิทยาชื่อของบุญสนองเป็นที่รู้จักกันทั่วไป งานหรือแนวความคิดที่มีอิทธิพลต่อบุญสนอง มาจากนักสังคมวิทยาก้าวหน้า เช่น มิลล์ , ลิปเสท , ดาเรนดอร์ฟ ปัญญาชนเหล่านี้เป็น

พวกที่อยากรับใช้ผู้ที่ถูกกดขี่ในสังคม เป็นพวกที่คัดค้านด้านสงคราม และต่อต้านนโยบายรัฐบาลอเมริกันอย่างไม่หวั่นไหว

บุญสนองเขียนวิทยานิพนธ์ยังไม่ทันเสร็จดีก็ได้รับเชิญไปเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ ณ.มหาวิทยาลัยฮาวาย
แม้แต่ชื่อ ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ข้าพเจ้าก็เดาเอาว่ามาจากหัวคิดของบุญสนอง เพราะเป็นชื่อที่มีกลิ่นนมกลิ่นเนยคลุ้งเป็นอเมริกาจ๋าอยู่ บุญสนองและข้าพเจ้าเห็นพ้องกันว่า รัฐบาล อจ.สัญญา ไม่ควรใช้  “ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เผด็จการทิ้งไว้ มาใช้เป็นรากฐานในการร่าง

รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ดูเหมือนทุกฝ่ายจะตกอยู่ในภาวะจำยอม ถึงแม้จะสนใจในรัฐธรรมนูญที่จะร่างออกมาใหม่

เรา ภายหลังบุญสนองจึงได้ร่วมจัดตั้ง และได้รับเลือกเป็นเลขาธิการคนแรกของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พวกเราทุกคนก็เอาใจช่วยขอให้เขาโชคดี  เพราะเชื่อมั่นในความสามารถ ความจริงใจ และความเด็ดเดี่ยวของเขาที่จะรับใช้ชาติบ้านเมืองตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และ บุญสนอง เลขาธิการพรรค ได้แสดงความทระนงองอาจ รักชาติ รักประชาชนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ ข้าพเจ้าทราบว่าบุญสนองทำงานให้กับพรรคอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ นั่นเป็นลักษณะของเขาไม่ว่าจะทำอะไร เขาไม่เคยย่อท้อที่มีการต่อต้านใส่ร้ายป้ายสี แม้แต่ข่มขู่จะเอาชีวิต
ข้าพเจ้าต้องยอมรับโดยปราศจากความลำเอียงว่า บุญสนองบนโต๊ะของการต่อรอง...เป็นคนที่สมองแล่น วาจาหลักแหลม จุดยืนมั่นคง และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ยอมถอยแม้สักกระเบียดนิ้ว เสรีภาพของประชาชน ความผาสุกของมวลชน ย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

คืนที่บุญสนองถูกล่าสังหาร เขาบอกทัศนีย์ว่าเหงา เขาโทรไปบอกประหยัดให้ตามหาเพื่อน ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้พบเขามานาน  คืนหนึ่งก่อนสมัครรับเลือกตั้งได้พบเขาแวบเดียว เขายังครุ่นคิดถึงการเมืองอยู่ แต่คนอื่นบอกว่า เขากำลังจะกลับไปเป็นอาจารย์ที่เกษตร

ใครก็ตามที่ทำร้ายบุญสนอง ขอได้โปรดรับทราบไว้ด้วยเถิดว่า
..........เขาได้ฆ่าลูกชายที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย
..........เขาได้ฆ่านักวิชาการที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก
..........เขาได้ฆ่าเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของประชาชน

ขอได้โปรดรับทราบไว้ด้วยเถิดว่า
....ลูกชายและเพื่อนที่ดีของประชาชนนั้นฆ่าไม่ตาย....บุญสนอง บุณโยทยาน....จะไม่มีวันตาย.....


2.
จากหนังสือ รำลึกถึง 6 ตุลาคม

บ้านเมืองที่อาจารย์ป๋วยอยากเห็น เพิ่งจะส่งแสงแห่งความหวังรำไรเมื่อ 14 ตุลาคม ทำให้บุคคลหนึ่ง กระโจนพรวดออกมาจากโลกวิชาการเต็มตัว นั่นก็คือดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เจ้าของบ้านที่ ดร.กมล สมวิเชียร เขียนในมติชนว่า คณะนักวิชาการได้คอยดักรับตัวอาจารย์ป๋วยไปจากสนามบิน เพื่อขอร้องให้เป็นผู้นำพรรคการเมือง

ก่อนชะตากรรม 6 ตุลาคมของอาจารย์ป๋วยเพียง 7 เดือน ในตอนดึกของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2519 ดร.บุญสนอง ถูกลอบสังหารบนถนนวิภาวดีรังสิต ในขณะที่จะเลี้ยวรถกลับเข้าบ้าน

ขณะนั้น เราเพ้อกันว่า เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตอนที่เรียนอยู่เมืองนอก ดร.บุญสนองและเพื่อนๆ ลงมติว่า สิ่งที่อยากเห็นที่สุดในเมืองไทย ก็คือขบวนการยุติธรรม อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า due process of law หรือการรักษาและปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเคร่งครัด ที่ทุกคนเชื่อและพึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการหรือศาล

หากจำไม่ผิด ดร.กมล สมวิเชียรเป็นคนบอกผมว่า คณะบุคคลที่สังหารดร.บุญสนอง เกือบหรือฆ่าอาจารย์ป๋วยทั้งเป็น และต่อมาปลิดชีวิตของ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ล้วนแล้วแต่เป็นคนในแวดวงคณะเดียวกันทั้งสิ้น คือผู้ สูญเสียอำนาจ14 ตุลาคม และผู้สืบสันดาน ซึ่งได้หวนกลับมาล้างแค้น จนสำเร็จในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ความผิดของบุคคลทั้งสามที่เหมือนกัน ก็คือ ไปเข้ากับพวก 14 ตุลาคม!

สรุปคำให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เรื่องนโยบายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย




สรุปคำให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เรื่องนโยบายของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยต่อกลุ่มวิเคราะห์การเมือง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2519 13.30-16.00 น.

สรุปจากเทป บันทึกเสียง โดย ธวัช วิชัยดิษฐ์
มีบทสัมภาษณ์เต็มใน ประชาชาติรายวัน 7-8 มีนาคม 2519 หน้า 2-3


นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ

พรรคสังคมนิยมไม่มีนโยบายที่จะยึดกิจการธนาคารของเอกชนเข้าเป็นของรัฐโดยไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมโดยอาศัยมติมหาชน แม้ว่าธนาคารเป็นกิจการที่มีกำไรมาก ไม่ว่าระบบไหน แต่ในประเทศสังคมนิยม รัฐบาลอาจดำเนินการธนาคารเสียเอง โดยธนาคารเป็นสถาบันทางการเงินซึ่งทำผลประโยชน์ให้แก่รัฐ จึงไม่ได้เน้นในด้านการแสวงหากำไรเป็นสำคัญ แต่เน้นในด้านการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน ในทางเศรษฐกิจ เหตุผลที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเสนอนโยบายที่จะให้โอนกิจการของธนาคารเอกชนเป็นของรัฐ ก็เนื่องมาจากเป็นกิจการที่เป็นแหล่งรวมเงินของประเทศอย่างมหาศาล เราทราบกันดีว่ารายได้ของประเทศส่วนใหญ่ได้มาจากการผลิตทางด้านการเกษตรและการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมและกึ่งเกษตรกรรม เงินทั้งหลายจึงไปตกอยู่กับธนาคารเสียเป็นส่วนใหญ่ และธนาคารก็ใช้เงินไปแสวงหากำไรภาคเอกชน ทำให้ไม่มีการผันเงินอย่างแท้จริงไปสู่ผู้ผลิต สู่ประชาชนส่วนใหญ่ อันนี้ก็คงจะมีความไม่เหมือนกับนโยบายผันเงินของพรรคกิจสังคม โดยที่การผันเงินของพรรคกิจสังคมเป็นการผันแบบปลายเหตุ ผันส่วนน้อย ผันแบบผักชีโรยหน้า มิได้ทำแบบจริงจัง ดังนั้นในหลักการแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายการผันเงินของพรรคกิจสังคม และในวิธีการก็ไม่เห็นด้วย นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร ในทางการคลัง การเงินทั้งหลายก็คงจะพอมองเห็นว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของการผันเงินไปตกอยู่ที่คนอื่น มิใช่ชาวนาที่แท้จริง

ในเรื่องการควบคุมปัจจัยการผลิต จะเห็นได้ว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เจ้าของไม่ได้ทำประโยชน์ด้วยตัวเองไปเป็นของรัฐ เพื่อจะจัดให้กลุ่มเกษตรกร หรือชุมชนทางกสิกรรมทั้งหลายร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ หมายความว่า เราดำเนินงานเพื่อจะโอนการควบคุมปัจจัยการผลิต ในกรณีนี้เมื่อพิจารณารวมถึงการโอนธนาคารเข้ามาเป็นของรัฐ การโอนกิจการค้ากับต่างประเทศเป็นของรัฐ เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านการควบคุมปัจจัยการผลิตทั้งสิ้น อันนี้เราไม่ได้พูดถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในทุกประเภท วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะต้องทำการศึกษากันอย่างจริงจังและลึกซึ้ง แต่ที่แน่นอนจะต้องสร้างหลักประกันไว้ไม่ให้ผู้ผลิต คือ ชาวไร่ชาวนาตกอยู่ในสภาพเสียที่ดินที่ตัวทำจริงๆ ไปให้กับคนอื่น อาจจะมีกฎหมายห้ามโอน ห้ามจำหน่ายที่ดินหรือมิฉะนั้นก็อาจมีกฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งก็น่าจะทำพร้อมๆ กับกฎหมายที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้ทำกินด้วยตนเอง ไม่ได้ทำประโยชน์ที่ดินตนเอง เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเป็นอย่างนี้ การโอนนำไปสู่นายทุนก็เป็นไม่ได้ ขัดกับกฎหมาย

นโยบายด้านการปกครองและการเงิน

พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่จะต่อสู้ทางการเมืองร่วมกับชนชั้นผู้ใช้แรงงาน คือกรรมกร ชาวนา ให้มีองค์กรของพลังประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับหมู่บ้าน ระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัดก็ตาม เพื่อช่วยให้มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ คือ ให้ประชาชนสามารถที่จะควบคุมอำนาจในการบริหารในแต่ละท้องถิ่นอย่างจริงจัง คือ การเลือกตั้งตัดอำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจรัฐของส่วนกลางหรือชนชั้นปกครอง ซึ่งมีตัวแกนผลประโยชน์ทางชนชั้นอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ในทุกหัวระแหงในปัจจุบันนี้ บุคคลเหล่านั้นต่างได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทบวงกรมเข้าไปทำหน้าที่ปกครองหรือบริหารประชาชน เราจึงต้องมีการดำเนินนโยบายที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง โดยลดอำนาจการบริหารส่วนกลาง แล้วเพิ่มอำนาจบริหารของชุมชนและให้มีการประสานงานกันในระดับประเทศ ในระดับท้องถิ่น การบริหารประเทศอาจมีสมัชชาประชาชน ซึ่งเป็นองค์การของประชาชนในระดับประเทศ องค์การนี้จะไม่มีอำนาจเด็ดขาดมากมายเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร หรือสภานิติบัญญัติ และมีการประสานกันระหว่างสมัชชาประชาชนระดับประเทศ และประชาชนในระดับท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ทั้งหมดนี้หมายถึงองค์การในการควบคุม และในการกำหนดนโยบาย ส่วนองค์การในทางการบริหาร ก็จะต้องเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งในแต่ละระดับ แต่ยังต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานคล้ายกับผู้ทำหน้าที่ข้าราชการในปัจจุบัน แต่ว่าอำนาจหน้าที่และการเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง รวมทั้งการได้รับรางวัลตอบแทนจากการทำงานนั้น และการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย คือให้มีการควบคุมโดยองค์การฝ่ายประชาชนในระดับต่างๆ ไม่ใช่เป็นองค์การเอกเทศเช่นในปัจจุบันนี้ ในการแก้ไขปัญหานั้นไม่ได้ถือว่าข้าราชการทุกคนใช้ไม่ได้ ไม่ได้ถือว่าข้าราชการเป็นคนเลวตามธรรมชาติ แต่เมื่อมาอยู่ในองค์การบริหารที่มีโครงสร้าง มีระเบียบ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เขาขึ้นอยู่กับการควบคุมของประชาชน ไม่ใช่ขั้นอยู่กับนโยบายซึ่งเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ทางชนชั้นอย่างในปัจจุบัน

พรรคสังคมนิยมฯถือว่า ข้าราชการทั้งหลายเป็นประชาชนคนไทยเช่นเดียวกับชนชั้นอื่น และมีความเชื่อมั่นว่า ข้าราชการจำนวนมากมีความรักชาติประชาธิปไตย พร้อมที่จะเสียสละและก็เป็นผู้ที่มีสมรรถภาพสูง แต่ทว่าระบบที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ระบบการบริหาร กฎเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งประเพณีในการทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เขาทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนองค์การ ก็มั่นใจได้ว่า จะมีการทำงานที่สามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

โอกาสของพรรคสังคมนิยมฯ ในการดำเนินงานที่กล่าวถึง ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส และโอกาสต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นประจำวัน เปลี่ยนอยู่ทุกทั่วโมง ทุกวัน เราก็มีความมั่นใจว่า โดยการต่อสู้ตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบันในวิถีทางของรัฐสภาเป็นไปได้ แม้แต่โดยการสมัครรับเลือกตั้งคือ เมื่อประชาชนมีความเข้าใจในปัญหาที่แท้จริงของเขา ในทางเศรษฐกิจ ทางการปกครอง ในด้านสวัสดิภาพสังคม การศึกษา การสาธารณสุข และมีความเข้าใจในนโยบายของทางพรรคสังคมนิยมฯ อย่างถ่องแท้และถูกต้อง ผมก็มั่นใจว่า ประชาชนจนต้องสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ เพราะเป็นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง พวกเรามองโลกในแง่ดีอย่างแน่นอน คือว่าเราอาจจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ แต่ว่า แน่นอนการดำเนินนโยบายสังคมนิยมดังที่กำหนดไว้ ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างของเศรษฐกิจ ของการปกครอง บริหารประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งย่อมจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเลยก็อาจเป็นไปได้ อันนี้ถือว่าเป็นอุดมการณ์ตามความหวังอันนี้อย่างซื่อสัตย์สุจริตเปิดเผย ตรงไปตรงมาและอย่างสันติวิธี ส่วนการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น และรัฐสภาสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ในอนาคตเป็นผู้กำหนด และผู้กำหนดที่แท้จริงก็คือ ประชาชน

การต่อสู้อย่างสันติวิธีนั้น ตลอดเวลาเราทำทุกอย่างตามกรอบของกฎหมาย กิจกรรมนอกรัฐสภาของพรรคสังคมนิยมเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น แม้มีการจัดชุมนุมประชาชนในขณะที่ไม่มีการเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นการกระทำตามสิทธิของประชาชนในระบอบรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน คือ มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เราไม่มีนโยบายที่จะริเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างสถานะหรือระบบ หรือแนวนโยบายหรือกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่โดยแนวสันติ แต่ถึงกระนั้น พรรคสังคมนิยมต้องเผชิญต่อการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายต่อต้านพรรคสังคมนิยมฯ ฝ่ายที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การใช้ความรุนแรงกับพรรคสังคมนิยมฯมีอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งมีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาซึ่งไปกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของผู้ที่ควบคุมกลไกของรัฐที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญปัญหาความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวว่าเราหลีกเลี่ยงการใช้กำลังความรุนแรงเป็นเครื่องมือผลักดันการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่ต่อต้านเราจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับเราด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีของบุคคลบางคนในแนวทางสังคมนิยม เป็นต้นว่า เลิกทำกิจการต่างๆ เสีย หันไปเป็นผู้ที่อยู่นอกแนวทางการเมือง บางคนอาจจะตกอยู่ในภาวะอันตรายถึงขนาดว่าจำเป็นต้องหลบต้องซ่อน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใช้ความรุนแรงนี้ ก่อให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัว ความรุนแรงก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวดังกล่าวนี้ อย่างเช่นในพรรคสังคมนิยมฯ เพราะเคยมีผู้ข่มขู่ว่า จะเอาระเบิดมาวาง จะเผาพรรค จะมายิงเจ้าหน้าที่ในพรรค วิธีป้องการตัวของเราที่เคยทำมาแล้วก็คือ ปิดประตูพรรคและหนีออกจากพรรคกันหมด นี่คือการเตรียมรับมือกับความรุนแรงอย่างหนึ่ง ในบางครั้งก็อาจจะมีการป้องกันโดยวิธีอื่น เป็นต้นว่า ถ้าเขามาเราก็ต้องหาทางไม่ให้เขาโยนระเบิด ไม่ให้เขายิง เหล่านี้เท่าที่ผมสามารถจะเรียนให้ทราบได้ มันเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรสหประชาชาติเหมือนกัน ที่จะรักษาชีวิต ที่จะป้องกันตัวเอง

แม้ว่าเราจะมีความเชื่อมั่นในศรัทธาต่อประชาชน แต่โอกาสที่มีอยู่นี้นั้นมันมีน้อยจริง ๆ และน้อยมาตั้งแต่ต้น ที่มีน้อยใช่เป็นเพราะว่าประชาชนมีนโยบายต่อต้านสังคมนิยมโดยธรรมชาติ แต่ประชาชนถูกปิดประตูไม่ให้รู้จัก สังคมนิยม โดยวิธีต่าง ๆ โดยการบิดเบือนใช้เล่ห์เหลี่ยม เพทาย มีการหลอกลวงมอมเมาประชาชนต่าง ๆ นาๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้คนของรัฐบาล ใช้เจ้าหน้าที่ในระบบราชการ ตลอดจนประชาชนที่อยู่ใกล้ชิดฝ่ายต่อต้านสังคมนิยมทั้งหลายเป็นจักรกลในการต่อต้าน อุปสรรคจึงมีอยู่มากมาย แม้การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก็ไม่สามารถเข้าไปหาประชาชนได้ เข้าไปในหมู่บ้านตำบลไหนก็ถูกอันธพาลคอยไล่ฆ่าไล่ฟัน เจ้าหน้าที่ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนก็ไม่สามารถให้ความคุ้มครอง ให้ความเป็นกลางทางการเมืองได้ ในขณะนี้ก็มีผู้ที่ให้ความสนับสนุนพรรคสังคมนิยมฯ ในการเลือกตั้งถูกฆ่าตายไปแล้วหลายคน

บทสัมภาษณ์: เราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรง


โดยปีเตอร์ เลนบี้ ผู้สื่อข่าวชาวสวีเดน
ที่มา จัตุรัส ปีที่ 2 ฉบับที่ 36, 16 มีนาคม 2519

           
เราได้พบเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เมื่อ 11.00 . ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ในโรงแรมรีโน กรุงเทพฯ เราสนทนากันถึงสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยและสงครามอินโดจีน เราคุยกันถึงการคุกคามที่ฝ่ายซ้ายกำลังเผชิญอยู่ และการคุกคามอื่น ๆ ที่มีผลให้ผู้นำฝ่ายซ้ายเสียชีวิตไปแล้วถึง 27 คน ตั้งแต่การเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ดร.บุญสนองแสดงความเห็นประณามการใช้ความรุนแรงทางการเมืองอย่างแข็งขัน “เราต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรง” เขาประกาศ

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เขาก็ได้กลายเป็นเหยื่อรายที่ 28 ของการล่าสังหารที่กระทำกันอย่างเป็นขบวนการเพื่อทำลายผู้นำของฝ่ายกรรมกร ชาวนา และนักศึกษาในเมืองไทย

เลนบี้ : สถานการ์ณการเมืองในเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอินโดจีน

บุญสนอง : การปลดแอกของเวียดนาม ลาวและเขมร ได้กระตุ้นเร้าให้ประชาชนไทยที่มีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยในประเทศของเรา เพื่อปลดปล่อยตัวเราจากการขูดรีดทั้งภายในประเทศ และจากอิทธิพลของต่างประเทศ ขณะเดียวกันชัยชนะของประชาชนอินโดจีน ก็ได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับจักรพรรดินิยมอเมริกัน และพวกคนไทยที่เป็นสมุนของอเมริกัน และตอนนี้พวกเขาก็กำลังเกรงกันว่า ฝ่ายซ้ายไทยจะมีกำลังเข้มแข็งขึ้น พวกเขาจึงพยายามสร้างสถานการณ์ที่ตึงเครียดทางการเมืองขึ้นเพื่อหาโอกาสทำรัฐประหารข่มขู่คุกคาม ปาระเบิด และทำการฆาตกรรม วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการทำลายประชาธิปไตยที่ประชาชนไทยเพิ่งจะได้มาจาก 14 ตุลา 2516

เลนบี้ : การข่มขู่คุกคามที่คุณกล่าวถึง อยู่ในรูปใดบ้าง และใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคุกคามทางการเมืองเหล่านี้

บุญสนอง : ตั้งแต่ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วมา ผู้นำฝ่ายซ้าย 27 คนถูกลอบสังหารไป รวมทั้งคนของพรรคเราคนหนึ่งด้วย เรามีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้เชื่อได้ว่าอเมริกัน ซี.ไอ.เอ. และขบวนการขวาจัดของไทยที่เรียกว่า “กระทิงแดง” เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคุกคามเหล่านี้ แต่ก็แน่แหละ มันยากที่จะพิสูจน์ออกมาให้ชัด ๆ เพราะศัตรูที่เราเผชิญอยู่นั้นมีอิทธิพลมหาศาล ซ้ำยังได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดีกับฝ่ายตำรวจไทยที่จะไม่ยื่นมือเข้าไปรบกวนด้วยการติดตามหาตัวฆาตกรเสียอีก

เลนบี้ : คุณเองเคยถูกขู่เอาชีวิตบ้างหรือไม่

บุญสนอง : ผมถูกขู่มากมาย โดยกลุ่มที่ไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองรถผมยังถูกลอบทำให้เสียหาย

เลนบี้ : คุณจะปกป้องรักษาตังของคุณเองและเพื่อน ๆ ในพรรคของคนอย่างไร

บุญสนอง : สิ่งที่แน่ ๆ ก็คือ เราจะต้องไม่เอาแต่หวาดกลัวต่อการข่มขู่คุกคามเหล่านี้จนทำอะไรไม่ได้เลย เพราะนั่นยิ่งทำให้เราไม่อาจจะปกปักษ์ป้องกันตนเองจากจักรวรรดินิยมมหาอำนาจและสมุนของพวกเขา เราไม่อาจจะเดินไปไหนมาไหนโดยสวมเสื้อเกราะอยู่ตลอดเวลา จะมีก็แต่ประชาชนไทยเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องไว้ได้ การคุกคามที่เราได้รับและการตอบโต้อย่างสงบของเราจะเป็นบทเรียนทางการเมืองที่จะทำให้ประชาชนไทยมองเห็นอะไรเป็นอะไรได้เร็วยิ่งขึ้น

เลนบี้ : คุณเคยคิดที่จะใช้ชีวิตการรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและสิทธิประชาธิปไตยของคุณบ้างหรือไม่

บุญสนอง : เราต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้เป็นประชาธิปไตยโดยไม่ใช้ความรุนแรง เราเป็นพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ที่ต้องการให้กรรมกร ชาวนา และนักศึกษา มีสิทธิอำนาจในประเทศของเขาเอง โดยวิธีที่เป็นประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง นี่เป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา

เลนบี้ : คุณคิดว่าฝ่ายสังคมนิยมจะสามารถได้อำนาจในสภาหรือไม่

บุญสนอง : ไม่ครับ ผมไม่เคยมีภาพฝันหวานเลยว่า พรรคของเราจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาในรัฐสภาได้ กลุ่มปฏิกิริยายังมีอำนาจอย่างมหาศาลอยู่ และก็ไม่ลังเลเลยที่จะให้อำนาจต่อต้านเรา พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เรามีโอกาสได้อำนาจในรัฐสภาเป็นแน่

เลนบี้ : ทำไมคุณถึงไม่ลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งในครั้งนี้

บุญสนอง : เพราะผมคิดว่า เรามีภาระที่จะต้องใช้โอกาสในขณะที่เผยแพร่ความคิดและให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน ทั้ง ๆ ที่เราถูกคุกคามและมีอุปสรรคยากลำบากต่าง ๆ นานาอยู่ จะถือเป็นความผิดของเราทีเดียว หากเราไม่พยายามเผยแพร่ความคิดทางการเมืองของเรา ตราบที่เรายังสามารถที่จะทำงานของเราอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ได้ แต่ก็แน่ละว่าคงจะมีบางสถานการณ์ที่เราไม่อาจทำงานอย่างเปิดเผยต่อไปได้ สถานการณ์การเมืองในแต่ละช่วงแต่ละตอนควรได้รับการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน พรรคของเราจะทำอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงของสถานการณ์ เป็นปัญหาที่เราจะต้องถกเถียงกันภายในพรรค การคิดว่าพรรคของเราเป็นพรรคที่จะสมัครเข้ารับการเลือกตั้งละก็เป็นความคิดที่ผิด งานที่สำคัญที่สุดของเราคือการจัดตั้งมวลชนในกลุ่มของพรรคในโรงงาน ในหมู่ชาวนา ในหมู่นักศึกษา และในกลุ่มชนอื่น ๆ ความหวังอันสูงสุดของพรรคเราก็คือ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศของเราเป็นไปโดยปราศจากความรุนแรงของการเสียเลือดเนื้อ ให้พรรคการเมืองทุก ๆ พรรคสามารถประกาศเผยแพร่อุดมการณ์การเมืองของตนได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องหวั่นเกรงต่อการข่มขู่ต่าง ๆ

เลนบี้ : มีข่าวลือกันว่า คุณได้เงินจาก ซีไอเอ และบางกระแสก็ว่าคุณได้จาก เคจีบี

บุญสนอง : การสร้างข่าวลือและการใส่ร้ายป้ายสี เป็นวิธีการที่กลุ่มปฏิกิริยาใช้กัน เราไม่รับเงินจากต่างประเทศเหมือนพรรคอื่นบางพรรคอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะจากรัฐหรือบริษัทเอกชนของประเทศใด ๆ การเงินของเราทั้งหมดพึ่งพาบรรดาสมาชิกและผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของเราเท่านั้น ซึ่งส่วนมาก็เป็นกลุ่มคนที่ยากจนอยู่ ผมยอมรับว่า พรรคของเรามีปัญหาทางการเงินสูงมากที่เห็นกันได้ง่าย ๆ ก็อย่างคราวนี้ เราส่งผู้สมัครทั้งหมด 125 คน เข้ารับเลือกตั้ง เราก็มีปัญหาทางการเงินแล้ว ผู้สมัครแต่ละคนจะต้องจ่ายเงินค่าสมัคร 4,000 บาท เราตั้งความหวังไว้ว่า เราจะมีผู้สมัครในทุกจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละคน หากเราได้รับเงินจาก ซี.ไอ.เอ. หรือ เค.จี.บี. หรือทั้งสองฝ่ายจริง เราก็คงจะไม่มีปัญหาทางการเงินหนักอย่างที่เป็นอยู่นี้

เลนบี้ : คุณเคยติดต่อกับองค์การต่างประเทศใด ๆ บ้างหรือไม่เป็นต้นว่า องค์การของสวีเดน

บุญสนอง : ผมเสียใจที่จะต้องเรียนว่า งานระดับระหว่างประเทศของเรายังอยู่ในระดับที่แคบอยู่ เราไม่มีเงินและเวลามากพอที่จะให้กับการติดต่อในระดับระหว่างประเทศ หรือติดต่อกับพรรคสังคมนิยมในประเทศอื่นๆ แต่ผมหวังอยู่ว่าภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงแล้ว เราจะเริ่มงานติดต่อระหว่างประเทศได้ และผมหวังอย่างจริงใจว่า เราจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสหายร่วมอุดมการณ์ในสวีเดนได้

เมื่อเราจบการสัมภาษณ์ ดร.บุญสนองแล้ว เราได้พูดขึ้นว่า เรากำลังพยายามจะติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้อำนวยการ กอ.รมน. พล..สายหยุด เกิดผล ดร.บุญสนองจึงบอกว่า “หากคุณได้พบท่าน ผมฝากบอกท่านด้วยว่า พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยหวังอย่างยิ่งว่า การเลือกตั้งในเดือนเมษายนคงจะมีขึ้นได้จริง และเรายังหวังอีกด้วยว่า เราจะสามารถทำงานทางการเมืองของเราในวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตยได้”

ด้วยเหตุที่ พล..สายหยุด เกิดผล ดูจะเป็นผู้ที่มีงานยุ่งมากและเรายังไม่ได้เวลานัดสัมภาษณ์จากท่าน เราจึงขอส่งข้อความที่ ดร.บุญสนองฝากเราไว้ผ่านจัตุรัส ถึง พล..สายหยุด เกิดผล


บทสัมภาษณ์: ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน 6 กุมภาพันธุ์ 2519


โดย: กัญจนา พูลผล

เช้าวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดิฉันยังจำได้ว่า เป็นเช้าวันที่เพื่อนทุกคนในคณะต่างพากันตกใจต่อข่าวการตายของอาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน และดิฉันก็คิดด้วยว่า ไม่เพียงแต่ที่คณะนิเทศศาสตร์ของดิฉันเท่านั้น บรรดาผู้ที่เคยผ่านการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้และประชาชนที่ทราบเรื่องนี้ต่างก็เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจต่อการสูญเสียอาจารย์ที่ดีของลูกศิษย์ ลูกที่ดีของประชาชนไปเหมือนกัน

ดิฉันนึกถึง เหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ที่ดิฉันมีโอกาสไปพบอาจารย์ที่บ้านเพื่อขอความคิดเห็นต่อสังคมที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งไม่คิดเลยว่าการได้พบอาจารย์เป็นครั้งแรกครั้งนี้จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของชีวิตนี้

มันเหมือนกับมีลางสังหรณ์อะไรมาก่อน ทำให้อาจารย์กล่าวกับดิฉันเมื่อแรกที่พบหน้ากันว่า จะให้สัมภาษณ์แก่ดิฉันเป็นกรณีพิเศษ เพราะอาจารย์จะไม่ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ อีกแล้ว เนื่องจากหนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่งมักสัมภาษณ์อย่างแล้วไปเขียนอีกอย่าง

คำถามแรกที่ดิฉันถามอาจารย์ก็คือ การที่รัฐบาลประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ ๔ เมษายน มีเงื่อนไขทางการเมืองอย่างไรบ้าง

อาจารย์บุญสนองกล่าวว่า รัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อ้างว่า สภาประกอบด้วย ส.ส. จากพรรคการเมืองต่าง ๆ มากเกินไป ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ มีอุปสรรคในการบริหารประเทศ รัฐบาลจึงยุบสภาเสีย เพื่อให้ประชาชนตัดสินด้วยการเลือกตั้ง และหวังว่าในสภาจะมีพรรคการเมืองน้อยลง ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงยิ่งขึ้น สามารถบริหารประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น

แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รัฐบาลหาทางออกโดยการยุบสภา ก็คือการที่พรรคฝ่ายค้านหลายพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายสังคมนิยม ไม่สามารถให้ความสนับสนุนรัฐบาลได้ เพราะรัฐบาลคึกฤทธิ์-ประมาณ ดำเนินนโยบายและปฏิบัติงานผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เช่นในเรื่องการฆาตกรรมชาวปัตตานี การขึ้นราคาข้าวสารและความไม่สำเร็จในการประกันราคาข้าวเปลือก ตลอดจนการผันเงินจำนวนมหาศาลไปสู่ชนบทอย่างไม่มีหลักการเพื่อแก้ปัญหาชาวนาที่แท้จริง

เมื่อพรรคฝ่ายค้าน รวมตัวกันอย่างเพียงพอจนสามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ทำให้รัฐบาลต้องลาออกตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็รีบชิงยุบสภาเสียโดย ไม่มีเหตุผลอย่างใดทั้งสิ้น เพราะรัฐบาลเพิ่งมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนก็อยู่ในระหว่างการปิดสมัยการประชุม ไม่มี ส.ส. คนไหนมีโอกาสสร้างปัญหาใดๆ แก่รัฐบาล

เมื่อพรรคฝ่ายค้านรวมกำลังกันจน กระทั่งล้มรัฐบาลได้ ก็ได้มีการตกลงกันที่จะตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแทน โดยมีนโยบายสังคมนิยมเป็นหลัก และจะมีชาวสังคมนิยมหลายคนเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี รัฐบาลและผู้ควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองต่าง ๆ ก็พากันตื่นตระหนก รีบปล่อยข่าวให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัวว่า ถ้ารัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลสังคมนิยม ประชาชนจะได้รับความเสียหายอย่างนั้นอย่างนี้

ทั้ง ๆ ที่ความจริงประชาชนส่วนใหญ่กลับจะได้รับผลประโยชน์ มีแต่ผู้มีอำนาจผูกขาดทั้งหลายเท่านั้นที่จะเสียหาย

การอ้างว่าการเลือกตั้งจะทำให้มีพรรคการเมืองน้อยลงนั้น ก็เป็นเรื่องเหลวไหล ถ้ารัฐบาลต้องการอย่างนั้นจริง ทำไมไม่เคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมืองแต่อย่างใดเลย เมื่อยุบสภาแล้วกลับจะพยายามออกพระราชกำหนดจำกัดจำนวนพรรคการเมืองทั้ง ๆ ที่ผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อถูกประท้วงจึงเงียบไป

เหตุที่ผมไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะมันแพงเกินไปอาจารย์บุญสนองกล่าว เมื่อดิฉันถามว่าทำไมถึงไม่ลงสมัครครั้งนี้ด้วย

การเลือกตั้งครั้งนี้ผมคาดว่า จะมีการทุ่มเงินและใช้อิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่าเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๘ เสียอีก ผู้เป็นรัฐบาลอยู่เวลานี้ไม่เต็มใจที่จะสละอำนาจของตน ไม่เช่นนั้นก็คงยอมให้มีการอภิปรายทั่วไป เมื่อกลางเดือนมกราคม ๒๕๑๙ แล้ว

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ กิจสังคม ชาติไทย ธรรมสังคมและอื่น ๆ ของฝ่ายนายทุนทั้งหลายจะร่วมกันตั้งรัฐบาลที่มีความมั่นคงเด็ดขาด ทำอะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้ หรือบางทีฝ่ายขวาอาจแบ่งเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเล่นละครกันต่อไป โดยมีพรรคสังคมนิยมเป็นพรรคช่างนิยมประดับสภาต่อไปก็เป็นได้

การเลือกตั้งในเมืองไทยนั้น ก็คือการแข่งขันกันด้วยเงิน อำนาจ และเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงบิดเบือนประชาชนทั้งนั้น พรรคที่ไม่มีทุนรอน และใช้แต่ความสุจริตเสนอนโยบายและความยืนหยัดต่อประชาชน คงถูกกลั่นแกล้วถูกทำลายต่อไปอย่างไม่มีข้อสงสัย

ภายหลังการเลือกตั้ง ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลหลายพรรคอย่างเก่าอีก ก็คาดว่าจะเป็นรัฐบาลของพรรคฝ่ายนายทุนอยู่ต่อไป และถ้าบังเอิญฝ่ายสังคมนิยมเกิดเข้าสู่สมการทำให้มีอำนาจต่อรองในการตั้งรัฐบาลขึ้นอีก ก็คงจะมีการยุบสภา หรือรวบอำนาจโดยวิธีอย่างเก่าอีก

แต่อย่างไรก็ตามผมคาดว่า พรรคทางฝ่ายสังคมนิยมจะได้รับการเลือกตั้งมากกว่าครั้งที่แล้ว

อาจารย์บุญสนอง ได้ระบุในเรื่องที่ว่าผู้มีอำนาจใช้เงินและอิทธิพลเล่ห์กลต่าง ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่ามีการแจกเงิน จ้างบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ใช้อันธพาลข่มขู่คู่ต่อสู้ และประชาชน ใช้กลไกที่เขาควบคุมอยู่เป็นเครื่องมือ ใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมืออีกด้วย

สำหรับในเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งทางพรรคสังคมนิยม มักจะถูกกล่าวหาเสมอ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างไรที่พรรคสังคมนิยมจะไม่มีความรักในสถาบันทั้ง ๓ นี้

การรักชาติ ก็คือการรักประชาชน ไม่กดขี่ข่มเหงเบียดเบียนประชาชน การรักศาสนาก็คือการรักและยึดมั่นในศีลธรรมที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข เสมอภาคและเป็นธรรม การรักพระมหากษัตริย์ก็คือรักพระราชาผู้ทรงธรรม ไม่นำพระประมุขของประเทศผู้ทรงอยู่เหนือการเมืองมาแอบอ้างใช้เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ในทางใด ๆ

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม มีความรักและเทิดทูนสถาบันทั้ง ๓ ในลักษณะนี้ เราจึงคัดค้านต่อต้าน เปิดโปง และประณามผู้แอบอ้างแอบแฝงใช้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมีอยู่ตลอดเวลา

เราเชื่อมั่นว่าประชาชนย่อมเฉลียวฉลาด และตามมันเล่ห์การะเท่ห์ของนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจและประโยชน์ส่วนตัวอย่างแน่นอน

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมเท่านั้น จึงจะทำให้มีการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทั้งหลายของประชาชนที่ถูกเบียดบังผลได้จากการทำงาน และถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นปกครองอย่างทุกวันนี้ เพราะสังคมนิยมขจัดการผูกขากของนายทุน เอกชนภายในประเทศและของจักรวรรดินิยม

ระบบการปกครองที่ไม่มีการผูกขาดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง โดยอภิสิทธิ์ชนซึ่งได้แก่ประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนนั่นเอง ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอมของชนชั้นนายทุน และชนชั้นปกครองอย่างที่อ้างกันพร่ำเพรื่อ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

อาจารย์ได้ให้ความเห็นต่อการประกันราคาข้าวเปลือกของรัฐบาลว่า มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ที่เห็นด้วย เพราะเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายนี้มาแล้ว และชาวไร่ชาวนาก็หวังจะได้ประโยชน์จากการขายข้าวราคาแพงขึ้น เราก็ต้องพากันเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละ ๒,๕๐๐ บาท ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ทำและทำไม่ได้เพราะไม่มีเงิน

และที่ไม่เห็นด้วย เพราะการประกันราคาข้าวเปลือกเป็นการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนที่ปลายเหตุเหลือเกิน ที่จะต้องแก้กันอย่างจริงจัง คือการหาตลาดในต่างประเทศ การตัดพ่อค้าคนกลาง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับผูกขาดจากต่างประเทศ ให้ชาวนาได้เงินค่าจ้างของเขาตามราคาตลาดจริงๆ และคิดว่าคงไม่มีรัฐบาลของนายทุนผูกขากพรรคไหนจะยอมทำ

ดิฉันจำได้ว่า คำถามสุดท้ายที่ดิฉันถามไปคือ ข่าวการรวมตัวกันระหว่างพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยกับพรรคแนวร่วมรัฐบาล

เราจะยังไม่รวมกันแต่มีความปรารถนาตรงกันอยู่มาก และมีการร่วมมือกันบางประการอยู่แล้วเช่นที่จังหวัดขอนแก่นและชุมพร ก็มีการส่งผู้สมัครร่วมกัน สำหรับพรรคสังคมนิยมฯ เรามีท่าทีเต็มใจที่จะร่วมมือหรือรวมตัวกับพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเราถือว่าถ้ารวมกันได้ ก็จะเป็นไปตามความต้องการและประโยชน์ของประชาชน อุปสรรคในการรวมกันไม่ได้อยู่ที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

คำสัมภาษณ์ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์บุญสนอง ที่ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า จุดยืนและแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของอาจารย์ยืนหยัดเคียงข้างอยู่กับประชาชนอย่างไรบ้าง ย่อมเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งการกระทำตลอดเวลาที่อาจารย์มีชีวิตอยู่ตราบถึงลมหายใจสุดท้าย

แต่ถึงอย่างไรดิฉันก็มั่นใจว่า อุดมการณ์ของอาจารย์จะไม่ถูกประชาชนทอดทิ้งอย่างแน่นอน คนที่มีความคิดเช่นเดียวกันนี้กำลังเดินทางตามหลังกันมาอีกเป็นขบวน

และเมื่อนั้นคงจะได้มีการพิสูจน์สัจธรรมนี้กัน

ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมเท่านั้น จึงจะทำให้มีการแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน